สงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมา 1 เดือน เศษ นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 เมื่อสหรัฐและอิสราเอล โจมตีอิหร่าน ถึงแม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะประกาศว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางใกล้ยุติแล้ว แต่สหรัฐยังมีแผนที่จะโจมตีอิหร่าน ในระดับ “อย่างรุนแรงสุดขีด”
ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นและทรงตัวในระดับสูงจากผลกระทบการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจ้มตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยปรับขึ้นต่อเนื่อง ดังนี้
น้ำมันกลุ่มเบนซิน เริ่มปรับขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.2569 ปรับขึ้นถึงวันที่ 3 เม.ย.2569 รวม 8 ครั้ง ทำให้แก๊ซโซฮอล์ 91 และ 95 ปรับขึ้น 13.4 บาท
น้ำมันดีเซล มีการปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.2569 ช้ากว่าน้ำมันเบนซินตามนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการตรึงราคาดีเซลอย่างน้อย 15 วัน หลังเกิดสงคราม ทั้งที่กระทรวงพลังงานเสนอให้มีการปรับราคาดีเซลตั้งแต่ช่วงต้นสงคราม
รวมแล้วดีเซลปรับขึ้นถึงวันที่ 5 เม.ย.2569 รวม 8 ครั้ง รวม 20.41 บาท ราคาอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร เป็นราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์
สำหรับการปรับราคาน้ำมันครั้งล่าสุดวันที่ 5 เม.ย. 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของดีเซล B7 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 20.71 บาทต่อลิตร เป็น 18.10 บาทต่อลิตร และลดการชดเชยดีเซล B20 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 22.22 บาทต่อลิตร เป็น 19.61บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กบน.ต้องตัดสินใจปรับลดการชดเชยมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต การปรับลดการชดเชยและปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น จึงเป็นแนวทางที่จำเป็นเพื่อสร้างความสมดุลให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะยาว
รวมทั้งการลดการชดเชยในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีค่าใช้จ่ายลดลงประมาณวันละ 212.03 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายประมาณวันละ 1,708.75 ล้านบาท เป็นมีรายจ่ายวันประมาณวันละ 1,496.72 ล้านบาท ล่าสุดกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แบกหนี้กว่า 50,000 ล้านบาท
แหล่งข่าวจาก กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การปรับราคาดีเซลของไทยใช้ราคาอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาค โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะพิจารณาจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ รวมถึงสถานะและขีดความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังเผชิญผลกระทบสถานการณ์ราคาน้ำมันทำให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้เรียกผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งเข้ามารายงานสถานการณ์ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569
บีบ 6 โรงกลั่นแบ่งกำไรไม่ง่าย
การประชุมดังกล่าวใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง เพื่อหารือกับโรงกลั่นน้ำมันในไทยที่มีอยู่ 6 แห่ง เพื่อดึงกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น นำมาโอนเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับใช้เป็นกลไกในการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มอย่างเร่งด่วน ตามแนวทางที่เคยดำเนินการตามมติ ครม.วันที่ 21 มิ.ย.2565
สำหรับ 6 โรงกลั่น ประกอบด้วย โรงกลั่นกลุ่ม ปตท. 3 แห่ง (IRPC,GC,Thaioil) โรงกลุ่นกลุ่มบางจาก 2 แห่ง (BCP,BSRC) และโรงกลั่น SPRC
นายเอกนิติ กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การนำเข้าน้ำมันดิบมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าพรีเมียมสงคราม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หรือเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษเพิ่มเติมในการนำเรือขนส่งน้ำมันดิบออกจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งสูตรการคำนวณปกติยังไม่ได้บวกต้นทุนส่วนนี้
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบค่าการกลั่นเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี โดยเฉพาะในเดือน มี.ค.2569 อยู่ที่ 7.30 บาทต่อลิตร โดยเมื่อเทียบกับค่าการกลั่นปัจจุบัน พบว่ากลุ่มโรงกลั่นยังมีส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้นเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนโดยไม่ต้องรอขั้นตอนการพิจารณาออกกฎหมายใหม่ ซึ่งอาจไม่ทันสถานการณ์ทำให้ คตร.เห็นควรให้กระทรวงพลังงานเร่งเจรจาขอความร่วมมือโรงกลั่น เพื่อนำส่งกำไรส่วนเกินพิเศษในช่วงวิกฤตินี้เข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ และส่งผ่านเป็นส่วนลดราคาขายปลีกถึงมือประชาชนทันที
สำหรับมติ ครม.วันที่ 21 มิ.ย.2565 กำหนดให้นำกำไรโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมัน โดยส่งกำไรส่วนหนึ่งเข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ ซึ่งเป็นผลกระทบจากจากการสู้รบของรัสเซียและยูเครน
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นต่อแนวทางของรัฐบาลนายอนุทิน ว่า เมื่อปี 2565 โรงกลั่นเคยตกลงบริจาคเงินรวม 24,000 ล้านบาท (เดือนละ 8,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 เดือน) แต่สุดท้ายมีการจ่ายจริงเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทจากบางบริษัท และเรื่องเงียบหายไปโดยไม่มีการแก้ไขโครงสร้างราคาที่บกพร่อง
รายงานข่าวระบุว่า เมื่อปี 2565 มีเฉพาะโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท.ที่ยอมแบ่งกำไรบริจาคให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในฐานะที่เป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ
ดีเซลขึ้น 1 บาท กระทบ GDP 0.02%
นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังเผชิญผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยก่อนหน้านี้ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุถึงการกำหนดฉากทัศน์ผลกระทบจากสงคราม
สศช.ประเมินว่าราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท จะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.02% โดยมี 3 เซกเตอร์หลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และต้องมีมาตรการช่วยเหลือก่อน คือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การขึ้นราคาดีเซลมีผลกระทบลุกลามไปยังต้นทุนวัตถุดิบ และราคาสินค้า ทำให้ราคาสินค้าโดยรวมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงเดือน เม.ย.2569 หลังสต๊อกสินค้าเดิมทยอยหมดลง และผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนใหม่เต็มรูปแบบ
ฐานะการคลังจำกัดเบรกลดภาษีน้ำมัน
รวมทั้งรัฐบาลกำลังเผชิญการคลังจำกัด ทำให้กระทรวงการคลัง แสดงจุดยืนช่วงสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยขอให้รัฐบาลพิจารณาใช้เครื่องมือลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงเป็นทางเลือกสุดท้าย และชี้ว่าการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักดูแลราคาน้ำมันจะคล่องตัวกว่า
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หากราคาน้ำมันสูงขึ้น 3 บาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้าไปช่วยรับภาระอุดหนุนเพิ่ม 3 บาท ได้ทันที ซึ่งทำให้ราคาขายปลีกให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ และไม่ขยับขึ้น
“การใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดูดซับภาระราคาที่เพิ่มขึ้นจะทำได้ทันที ต่างจากกลไกภาษีมีหลายขั้นตอน” แหล่งข่าวกล่าว
สำหรับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเป็นการเก็บเงินเข้ากองทุนจากผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดในสัดส่วนที่แตกต่างกัน เพื่อใช้อุดหนุนราคาในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกทยอยปรับขึ้นหรือปรับลง โดยช่วยลดผลกระทบที่ราคาปรับขึ้นแรง แต่ท้ายที่สุดผู้ใช้น้ำมันจะเป็นผู้รับภาระราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเอง ต่างจากการลดภาษีที่รัฐบาลเป็นผู้รับภาระให้
ค้ำกู้ให้กองทุนน้ำมันโยนภาระกลับไปที่ประชาชน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังพร้อมค้ำประกันหนี้เงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เสนอวงเงินกู้เงินที่จะให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเป็นวงเงินสูงถึง 150,000 ล้านบาท ซึ่งการค้ำประกันเงินกู้วงเงินดังกล่าวจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจนเหลือพื้นที่การคลัง (fiscal space) เพียงแค่ 300,000 ล้านบาท
รวมทั้งการเพิ่มระดับหนี้สาธารณะของไทย ประกอบกับการขยายตัวเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าหมายเพราะภาวะสงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยได้รับผลกระทบจากสงครามทำให้จีดีพีชะลอลง
ขณะที่เมื่อรวมหลายปัจจัยกรณีไทยต้องลดการจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมันลง จะยิ่งเสี่ยงถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ S&P Global Ratings, Moody's Investors Service และ Fitch Ratings ลดอันดับความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยลง
หลังจากปี 2568 ทั้ง Moody's Investors Service และ Fitch Ratings ลดแนวโน้มอันดับเครดิตไทยลงระดับเชิงลบ (Negative) จากเดิมมีเสถียรภาพ (Stable) หากยังก่อหนี้เพิ่ม และจัดเก็บรายได้ต่ำลงกว่าเป้าหมายมาก





