“กรุงเทพธุรกิจ” และ ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยที่เป็นกับดักของประเทศ
ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการยื่นการรับและการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ.2569 ซึ่งเป็นระเบียบที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่งประกาศใช้เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การแสดงบัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง
รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ผู้จัดการศูนย์ KRAC ได้วิเคราะห์ระเบียบ ป.ป.ช.ฉบับดังกล่าว โดยระบุว่า ในสังคมที่การตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐเป็นหัวใจของประชาธิปไตย คำว่า “การเปิดเผยข้อมูล” ต้องหมายถึงการทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้จริง ตรวจสอบได้จริง และใช้ประโยชน์ได้จริง
กรณีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็เช่นเดียวกัน เดิมทีมีความเข้าใจว่า ป.ป.ช.ได้ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลจาก 180 วันเป็นอย่างน้อย 1 ปีผ่าน “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการยื่น การรับ และการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ.2569”
"จนทำให้หลายคนรู้สึกว่าในที่สุดระบบตรวจสอบของไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ"
แต่เมื่อกลับไปอ่านระเบียบใหม่อย่างละเอียด กลับพบว่าความเข้าใจนั้นคลาดเคลื่อน เพราะสิ่งที่ระเบียบกำหนดให้ “เปิดเผยอย่างน้อย 1 ปี” ไม่ใช่บัญชีทรัพย์สิน หากแต่เป็นเพียง “ผลการตรวจสอบ” เท่านั้น ความคลาดเคลื่อนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะทำให้ภาพของนโยบายเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ความแตกต่างระหว่าง “บัญชีทรัพย์สิน” กับ “ผลการตรวจสอบ” เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บัญชีทรัพย์สินคือข้อมูลต้นทางที่เปิดให้เห็นรายละเอียดว่า นักการเมืองมีทรัพย์สินและหนี้สินอะไรบ้าง ก่อนและหลังดำรงตำแหน่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ข้อมูลประเภทนี้จึงเป็นแกนกลางของระบบตรวจสอบในหลายประเทศ เพราะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้หน่วยงานรัฐเก็บไว้ตรวจสอบกันเองเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือให้ประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐด้วย
ตรงกันข้าม “ผลการตรวจสอบ” เป็นเพียงข้อสรุปปลายทางสั้น ๆ ว่า กรณีหนึ่ง ๆ “ปกติ” หรือ “ผิดปกติ” โดยไม่เปิดพื้นที่ให้สังคมตรวจดูเหตุผล กระบวนการ หรือข้อมูลประกอบได้อย่างแท้จริง เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการเปิดเผยข้อมูล จึงอาจเป็นเพียงการสื่อสารคำตัดสินของรัฐ มากกว่าการเปิดอำนาจตรวจสอบให้สาธารณะมีส่วนร่วม
ฉะนั้นข้อจำกัดเดิมที่เคยมีอยู่แทบไม่ได้ถูกแก้ไขเลย แม้กฎหมายกำหนดให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน แต่ในทางปฏิบัติ ป.ป.ช.เปิดข้อมูลบนเว็บไซต์เพียง 180 วัน หลังจากนั้นหากใครต้องการตรวจสอบเพิ่มเติมก็ต้องเดินทางไปขอคัดสำเนาที่สำนักงานด้วยตนเอง เงื่อนไขเช่นนี้ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องยากและมีต้นทุนสูงเกินจำเป็น
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ระเบียบใหม่อาจไม่ได้เพียงแค่ยังไม่แก้ปัญหาเดิม แต่อาจเปิดช่องให้การเปิดเผยข้อมูล “น้อยลง” กว่าเดิมด้วยซ้ำ หากตีความตามถ้อยคำอย่างเคร่งครัด เดิมทีผลการตรวจสอบอาจถูกเปิดเผยทั้งกรณีปกติและไม่ปกติ
แต่ระเบียบใหม่กลับระบุการเปิดเผย “เฉพาะกรณีไม่พบความผิดปกติ” เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ยากจะเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่มีความหมาย เพราะการตรวจสอบที่แท้จริงไม่ใช่การรับฟังข้อสรุปเพียงอย่างเดียว แต่คือการมีสิทธิพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยตนเอง
อย่างไรก็ดี เรายังพอมีความหวังอยู่บ้าง เพราะผู้บริหาร ป.ป.ช.จำนวนหนึ่งพยายามส่งสัญญาณว่าการขยายระยะเวลาเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินจริง ๆ ยังอยู่ระหว่างการผลักดัน แต่ต้องดำเนินการผ่านระเบียบอีกฉบับหนึ่ง
"เรื่องนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการไทยได้อย่างชัดเจน ผลที่ตามมา คือ ประชาชนยิ่งติดตามได้ยาก"
และความรับผิดรับชอบของหน่วยงานก็ยิ่งถูกทำให้พร่าเลือน ความโปร่งใสจึงไม่ใช่เพียงการมีระเบียบเพิ่มขึ้น แต่คือการออกแบบกติกาให้คนทั่วไปเข้าใจและใช้งานได้ด้วย
เพื่อความเป็นธรรม ต้องยอมรับว่าระเบียบฉบับใหม่นี้มีพัฒนาการบางด้านที่ควรได้รับการชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นความพยายามปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบภายใน การนำเทคโนโลยีมาใช้ การกำหนดกรอบเวลา และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงาน
สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าและควรสนับสนุน เพราะการทำงานภายในที่ดีขึ้นย่อมช่วยให้ระบบตรวจสอบมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ระเบียบนี้ยังขาดความชัดเจนเรื่องการเปิดเผยข้อมูล
ด้วยเหตุนี้ ข้อเรียกร้องสำคัญจึงยังคงเหมือนเดิมและควรพูดให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม นั่นคือบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้ทันที อย่างต่อเนื่อง และในรูปแบบที่สามารถนำไปตรวจสอบ วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อมูลต่อได้ นี่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องเกินเลยหรือใหม่แต่อย่างใด
"หากเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่องค์กรระหว่างประเทศอย่าง OECD OGP และ UNCAC ต่างยืนยันสอดคล้องกันว่า การเปิดเผยข้อมูลต้นทางอย่างแท้จริงคือเงื่อนไขสำคัญของธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชัน"
หากสังคมไทยต้องการระบบการเมืองที่โปร่งใสจริง การเปิดบัญชีทรัพย์สินนักการเมืองต้องไม่ใช่เรื่องที่รัฐอนุญาตให้ประชาชนรู้เพียงเท่าที่รัฐอยากบอก แต่ต้องเป็นสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง





