สถานการณ์ส่งครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมามากกว่า 1 เดือน แล้ว ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีพุ่งสูงขึ้น โดยที่ผ่านมาโรงงานปิโตรเคมีในไทยบางแห่งต้องปิดตัว และขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบถึงปลายน้ำผู้ใช้เม็ดพลาสติก
สำหรับเม็ดพลาสติกที่ใช้มาในประเทศไทย ประกอบด้วย
1.เม็ดพลาสติกพอลิโพรไพลีน (PP) เป็นวัตถุดิบสำคัญอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร เช่น ซองอาหารกึ่งสำเร็จรูปและถุงแกง เริ่มมีภาวะอุปทานตึงตัว เนื่องจากโรงงานบางแห่งหยุดผลิตตามวงจรวัตถุดิบ และหาแหล่งนำเข้าทดแทนไม่ได้ระยะสั้น
2.เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีน (PE) ใช้ผลิตถุงหูหิ้ว ฝาขวดน้ำ และท่อน้ำ ยังเดินเครื่องผลิตได้ตามแผน และมีศักยภาพเพียงพอในการส่งมอบให้ลูกค้าในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าบางส่วน
นายทศพร บุณยพิพัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยพึ่งการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุสสัดส่วนถึง 60-70% เมื่อปิดเส้นทางดังกล่าวทำให้การนำเข้าวัตถุดิบสะดุดกระทบอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งระบบ และทำให้อุปทานเม็ดพลาสติกตลาดโลกตึงตัว
ทั้งนี้ จากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบทำให้ผู้ผลิตในประเทศลดกำลังการผลิต (Operating rate) ลงเฉลี่ย 25-30% เพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบที่มีจำกัด และรักษาความต่อเนื่องการเดินเครื่องจักร
ขณะเดียวกันเผชิญแรงกดดันต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นทุนการผลิตรวมเพิ่มขึ้น 30-50% จากราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยพุ่งขึ้นตามความเสี่ยงในภูมิภาค
ภาคอุตสาหกรรมชี้เม็ดพลาสติกพุ่ง 80-90%
นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอกา โกลบอล จำกัด กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมเริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจน แม้วัตถุดิบไม่ได้ขาดแคลนทันที แต่ราคาพุ่งแรงโดยเฉพาะเม็ดพลาสติกที่ปรับขึ้น 30% และบางประเภทสูงถึง 80-90%
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตบางรายหยุดส่งสินค้าและปรับราคา ส่งผลให้สินค้าปลายทางกว่า 90% มีแนวโน้มต้องปรับขึ้น โดยเอสเอ็มอีที่มีสต็อกเพียง 1 เดือน จะได้รับผลกระทบเร็วกว่ารายใหญ่
“ของยังมี แต่ราคาขึ้นแรง และยังไม่มีสัญญาณจะลง และหากสงครามยืดเยื้อจนกระทบวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น ก๊าซและน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอาจสะดุด และนำไปสู่ภาวะซัพพลายตึงตัว
อยากเสนอให้รัฐบาลลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าเม็ดพลาสติกชั่วคราว เพื่อบรรเทาต้นทุน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลในระยะยาว โดยควรมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจภาคเอกชน
ทั้งภาครัฐและเอกชนประเมินตรงกันว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานจะพุ่งต่อเนื่อง และลุกลามสู่ราคาสินค้าในวงกว้าง กระทบกำลังซื้อ ภาคการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยรวม
ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การบริหารจัดการและความโปร่งใสของระบบพลังงาน ควบคู่กับมาตรการพยุงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ
“เอสเอ็มอี” รับแรงกระแทกต้นทุนก่อนใคร
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์ และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและรวดเร็วที่สุด ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาคเกษตร การผลิต อาหาร และบริการ
โดยโครงสร้างต้นทุนเอสเอ็มอีมีวัตถุดิบสูงถึง 30-70% และค่าสาธารณูปโภค-ขนส่งอีก 11% ฯลฯ เมื่อพลังงานแพงขึ้น ต้นทุนจะปรับทันที ไม่ต้องรอรอบสต็อก 3-6 เดือน โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดเล็กที่เริ่มเผชิญวัตถุดิบแพงขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อยากตั้งข้อสังเกตว่าค่าการกลั่น และค่าการตลาดไม่ควรผันผวนมากจนกลายเป็นต้นทุนแปรผัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ รวมถึงปัญหาการกักตุนและลักลอบส่งออก
“เรารู้ทั้งระบบว่าน้ำมันเข้าเท่าไร กลั่นเท่าไร ไปไหน จึงต้องตรวจสอบให้โปร่งใส” นายแสงชัย กล่าว
นายแสงชัย เสนอแนวทาง “ลด-ตรึง-หนุน-เซฟ” ได้แก่
1. ลดความเหลื่อมล้ำโครงสร้างราคา
2. ตรึงราคาพลังงานโดยเฉพาะค่าไฟ
3. หนุนมาตรการรัฐ เช่น ซอฟต์โลน คนละครึ่ง พลัส
4. เซฟพลังงาน เพื่อลดต้นทุนระยะยาว รวมถึงเสนอแนวคิด Energy Wallet ผ่านแอปเป๋าตัง เพื่อช่วยผู้ประกอบการรับมือค่าไฟและค่าน้ำมัน





