"เอกนิติ" ถก 6 โรงกลั่นมาราธอน 4 ชั่วโมง เตรียมชง ครม. 6 เม.ย. นี้ งัดมติเก่าปี 65 ดึงกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นที่พุ่งสูงช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง โอนเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หวังลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มช่วยประชาชนทันที
เมื่อวันที่ 3 เม.ย. เวลา 20.00 น. ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้เรียกผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งเข้ามารายงานสถานการณ์
นายเอกนิติ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือที่ยืดเยื้อกว่า 4 ชั่วโมงว่า ที่ประชุม คตร. เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้นำมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2565 มาใช้เป็นแนวทางเทียบเคียง เพื่อดึงกำไรส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่น นำมาโอนเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับใช้เป็นกลไกในการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้น และมีการบวก "ค่าพรีเมียมสงคราม" (War Premium) เข้าไปในฝั่งต้นทุนและราคาขาย
“ในสถานการณ์วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การนำเข้าน้ำมันดิบจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าพรีเมียมสงคราม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หรือเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษเพิ่มเติมในการนำเรือขนส่งน้ำมันดิบออกจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งสูตรการคำนวณปกติยังไม่ได้บวกต้นทุนส่วนนี้”
อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบค่าการกลั่นเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี โดยเฉพาะในเดือนมี.ค. จะอยู่ที่ 7.30 บาทต่อลิตร โดยเมื่อเทียบกับค่าการกลั่นในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มโรงกลั่นยังมีส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้นเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยไม่ต้องรอขั้นตอนการพิจารณาออกกฎหมายใหม่ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ คตร. จึงเห็นควรให้กระทรวงพลังงานเร่งเจรจาขอความร่วมมือกับกลุ่มโรงกลั่น เพื่อนำส่งกำไรส่วนเกินพิเศษในช่วงวิกฤตินี้เข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ และส่งผ่านเป็นส่วนลดราคาขายปลีกถึงมือประชาชนทันที
ในมิติของการประเมินเม็ดเงินที่จะนำมาอุดหนุนนั้น คตร. ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งเข้าไปตรวจสอบและยืนยันตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงกับโรงกลั่นแต่ละแห่งอย่างรัดกุม โดยเม็ดเงินส่วนเกินตรงนี้จะถูกนำมาเป็นข้อมูลแกนหลักในการเจรจาดึงเงินกลับมาช่วยเหลือผู้บริโภค
นอกจากประเด็นการจัดการกำไรของโรงกลั่นแล้ว ที่ประชุม คตร. ยังได้มีข้อสรุปสั่งการให้กระทรวงพลังงานเข้าไปกำกับดูแลค่าการตลาดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยยึดตามกรอบที่เคยศึกษาไว้คือเฉลี่ยต้องไม่เกิน 2.45 บาทต่อลิตร เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เป็นภาระซ้ำเติมราคาขายปลีก
ทั้งนี้ คตร. เตรียมนำเสนอข้อสรุปและผลการศึกษาทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวาระแรก วันที่ 6 เม.ย. นี้ เพื่อผลักดันให้มาตรการช่วยเหลือดังกล่าวมีผลบังคับใช้และสามารถกดราคาน้ำมันลงได้รวดเร็วที่สุด





