“เกษตรอินทรีย์” กำลังก้าวข้ามสถานะสินค้าเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็น “โครงสร้างหลัก” ของระบบอาหารโลกยุคใหม่ สะท้อนจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดอินทรีย์ แม้เผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
"นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ " ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ( สนค.) เผยว่า มูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 145,000 ล้านยูโร หรือราว 157,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่พื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลกขยายตัวแตะ 619 ล้านไร่ คิดเป็น 2.1% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด และมีจำนวนเกษตรกรอินทรีย์เพิ่มขึ้นเป็น 4.84 ล้านราย โดยเฉพาะในทวีปเอเชียที่ครองสัดส่วนผู้ผลิตสูงถึง 56% ของโลก
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “เกษตรอินทรีย์” ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กลายเป็นกลไกสำคัญของระบบอาหารที่ตอบโจทย์ทั้งความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยทางอาหาร
อย่างไรก็ตาม รายงาน The World of Organic Agriculture 2026 เผย “ภาพสวนทาง” ที่น่าจับตา เมื่อพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในบางภูมิภาคเริ่มหดตัว โดยแอฟริกาลดลง 17.6% และเอเชียลดลง 4.8% ขณะที่อเมริกาเหนือกลับเติบโตสูงถึง 30% สะท้อนความไม่สมดุลของโครงสร้างการผลิตในแต่ละภูมิภาค
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และโดยเฉพาะ “กติกาการค้าใหม่” ของสหภาพยุโรป ภายใต้กฎระเบียบ EU Organic Regulation 2018/848 ที่ปรับจากระบบ “เทียบเท่า” (Equivalence) ไปสู่ “การปฏิบัติตาม” (Compliance) อย่างเข้มงวด ส่งผลให้กระบวนการรับรองมาตรฐานมีความซับซ้อนและต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะต่อเกษตรกรรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนา
ท่ามกลางข้อจำกัดดังกล่าว ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) จึงกลายเป็น “ทางเลือกใหม่” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะเอเชียและลาตินอเมริกา ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น แม้ยังไม่สามารถทดแทนการรับรองมาตรฐานสากลสำหรับตลาดส่งออกระดับพรีเมียมได้อย่างเต็มรูปแบบ
ในมิติของตลาดและการบริโภค กลับพบการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุด มูลค่า 65,400 ล้านดอลลาร์ รองลงมาคือ เยอรมนี จีน และฝรั่งเศส ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์มีการบริโภคต่อหัวสูงสุดในโลกที่ 520 ดอลลาร์ต่อคน และมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 12.3% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุโรปที่ยอมจ่ายเพื่อสินค้ามาตรฐานอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง
ด้านการค้าระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ (FiBL) ระบุว่าการนำเข้าสินค้าอินทรีย์ของสหภาพยุโรปและสหรัฐเพิ่มขึ้นแตะ 5.89 ล้านตัน หรือขยายตัว 12.3% โดยมีประเทศผู้ส่งออกสำคัญ เช่น เม็กซิโก เอกวาดอร์ และแคนาดา ขณะที่สินค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มกล้วย กากเมล็ดน้ำมัน และน้ำตาล
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางนโยบายระดับโลก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ Farm-to-Fork ของสหภาพยุโรป ที่ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็น 25% ภายในปี 2573 และมูลค่าตลาด 157,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะยิ่งเร่งให้มาตรฐานอินทรีย์กลายเป็น “กติกาหลัก” ของการค้าโลก
"นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์" ระบุว่า ตัวเลขการเติบโตของตลาดและพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลกเป็น"สัญญาณเตือน" ให้ภาคเอกชนและรัฐบาลไทยต้องเร่งขยับตัว เนื่องจากระบบอาหารโลกกำลังเปลี่ยนฐานสู่ "เกษตรเชิงนิเวศ" อย่างเต็มรูปแบบ
ในเชิงยุทธศาสตร์ ไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิต ลดต้นทุนการขอรับรอง พัฒนาโครงสร้างตลาดในประเทศ และวางตำแหน่งสินค้าอินทรีย์ไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในตลาดที่กำลังเติบโตสูง
ทั้งนี้ บทสรุปสำคัญคือ “เกษตรอินทรีย์” ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ของระบบการค้าโลกในยุคความยั่งยืน ซึ่งประเทศที่ปรับตัวได้เร็ว จะเป็นผู้ได้เปรียบในระยะยาว ขณะที่ผู้ปรับตัวช้าอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังในเวทีการค้าโลก





