เว็ปไซต์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต. )ณ เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีน รายงานว่า อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (Cross-border e-commerce) เป็นรูปแบบการค้าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่อาศัยแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ในการอำนวยความสะดวกด้านการซื้อขายสินค้า การชำระเงิน และการจัดส่งผ่านระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ จีนยังเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียนติดต่อกันเป็นเวลา 17 ปี ขณะที่อาเซียนยังคงเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีนติดต่อกันเป็นเวลา 6 ปี มูลค่าการค้ารวมเพิ่มขึ้น 8.0 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของตลาดอาเซียนในการเชื่อมโยงธุรกิจกับตลาดโลกในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ข้อมูลจากองค์การการค้าโลก (WTO) แสดงให้เห็นว่า ในปี 2025 ส่วนแบ่งการส่งออกสินค้าของจีนในตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 14.3 % ซึ่งครองอันดับหนึ่งในการส่งออกสินค้าของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 16 แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานการส่งออกที่แข็งแกร่ง
มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของจีนจะเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2019 - 2025 โดยในปี 2024 มูลค่าการค้ารวมของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนอยู่ที่ 2.63 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 13,150 แสนล้านบาท) โดยมีอัตราการเติบโตที่10.5% เมื่อเทียบกับปี 2023 และปี 2025 มูลค่าการค้ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 2.75 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 13,750 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ประมาณ 1.2 แสนล้านหยวน (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น4.6 %เท่านั้น ซึ่งเป็นการเติบโตที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่เติบโตถึง10.5% ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตที่ลดลงอาจเป็นผลมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงปีดังกล่าว เป็นต้น
ในปี 2025 จีนมีผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนมากกว่า 180,000 ราย มีนิคมอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่จดทะเบียนแล้วมากกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ และเขตนำร่องอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแบบครบวงจร (Cross-border E-commerce Comprehensive Pilot Zones) ถึง 181 แห่ง ซึ่งทำให้เกิดรูปแบบการพัฒนาแบบครบวงจรในภาคต่าง ๆ เช่น ภาคตะวันออกอย่างเมืองเซี่ยงไฮ้และหางโจว ภาคกลางอย่างเมืองอู่ฮั่น หูเป่ย และหูหนาน ภาคตะวันตกอย่างเมืองฉงชิ่งและเฉิงตู รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างมณฑลเหลียวหนิงและจี๋หลิน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาด้านการค้าจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จีนต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างการส่งออกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในการค้าโลกไว้ได้ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและครบวงจร
ตลาดเกิดใหม่อย่างประเทศในกลุ่มอาเซียน อาทิ ไทยและเวียดนามได้กลายเป็นตลาดที่สำคัญที่ทดแทนการลดลงของการส่งออกไปสหรัฐฯ ในปี 2025 การนำเข้าและส่งออกของจีนไปยังประเทศที่อยู่ในเส้นทาง Belt and Road Initiative คิดเป็น 23.6 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 118,000 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6.3% สูงกว่าอัตราการเติบโตของการค้าต่างประเทศ 2.5 % และใน ปี 2025 การนำเข้าและส่งออกโดยรวมของอาเซียนเพิ่มขึ้น 8.0 %เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยประเทศไทยและเวียดนามมีการเติบโตสูงถึงเลขสองหลักที่ 15.1 %และ 14.3 % ตามลำดับ ในส่วนตะวันออกกลางอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ยังคงรักษาอัตราการเติบโตที่คงที่ที่ 6.6 %
ปัจจุบันการส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน ในปี 2025 สินค้าส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีน 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.เครื่องแต่งกาย รองเท้าและเครื่องประดับ คิดเป็น 32 2 % ) อุปกรณ์ดิจิทัล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็น 28 % 3. เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ครัว และอุปกรณ์ห้องน้ำ คิดเป็น 18% ในเชิงโครงสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภคคิดเป็นสัดส่วนถึง 97.8% ของการส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมคิดเป็นเพียง 2.2 % ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงเป็นกลุ่มสินค้าหลักสำหรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศของจีน
นอกจากนี้ จีนก็กำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างสินค้าส่งออกของในกลุ่มสินค้าไฮเอนด์ (High-end products) และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ในปี 2025 การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง (High-tech products) ของจีนแตะระดับ 5.25 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 2,625 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 13.2 %เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งในจำนวนนี้ การส่งออกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สินค้าสามประเภทใหม่ (新三样产品) ได้แก่ 1. รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานใหม่ 2. แบตเตอรี่ลิเธียม 3.แบตเตอรี่พลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหัน ส่งผลให้การเติบโตของการส่งออกโดยรวมเพิ่มขึ้น ทั้งนี้การส่งออกสินค้าภายใต้แบรนด์จีนเพิ่มขึ้น 12.9 %และส่วนแบ่งของการส่งออกทั้งหมดเพิ่มขึ้น 1.4 %
ห่วงโซ่อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิตจนถึงผู้บริโภคปลายทาง โดยเริ่มจากด้านอุปทานต้นน้ำที่ประกอบด้วยผู้ผลิตชั้นนำจากแบรนด์ต่างประเทศ อาทิ SHEIN, Anker Innovations และ Zhio Technology ต่อมาที่บริการกลางน้ำมีบริษัทโลจิสติกส์และการชำระเงินข้ามพรมแดน อาทิ Cainiao Network และ Lianlian Pay ด้านตลาดปลายทางมีแพลตฟอร์มการขายชั้นนำ อาทิ Amazon, AliExpress และ TikTok Shop ที่เชื่อมโยงธุรกิจกับผู้บริโภค ซึ่งรูปแบบธุรกิจประกอบด้วย 1.B2B (Business to Business ) อาทิ Alibaba 2. B2C (Business to Customer) อาทิ SHEIN amazon และ AliExpress 3. C2C (Consumer to Consumer) นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนจากแพลตฟอร์มการชำระเงินและโลจิสติกส์ เช่น PayPal, VISA และ Cainiao Network เป็นต้น ซึ่งช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภคทั่วโลก
ทั้งนี้ สคต.ณ เมืองเซี่ยเหมิน ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันการทำธุรกิจผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนกลายเป็นส่วนสำคัญของการขยายธุรกิจทั่วโลก โดยการนำเข้าสินค้าไทยผ่านช่องทางนี้อาจจะเป็นโอกาสที่มีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายและรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การใช้ช่องทางนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถทดสอบตลาดและความนิยมของสินค้า รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคก่อนที่จะลงทุนในปริมาณมาก นอกจากนี้ แม้ว่าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจะมีข้อดีในการเข้าถึงตลาดใหม่ แต่ผู้ประกอบการยังต้องคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ โดยเฉพาะการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจในการค้าคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนอาจจะพิจารณาการเข้าร่วมงาน International Conference on E-commerce and Internet Engineering (ICEIE) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 มิ.ย. 2569 ณ Xiamen International Convention and Exhibition Center เมืองเซี่ยเหมิน ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเตรียมความรู้และทำความเข้าใจกับแนวโน้มใหม่ในอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ
โดยงานนี้จะมีการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้ามพรมแดน ทั้งในด้านการชำระเงินออนไลน์ โลจิสติกส์ข้ามประเทศ และการตลาดดิจิทัล การเข้าร่วมงานนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาทักษะและความเข้าใจในการทำธุรกิจข้ามพรมแดนในยุคดิจิทัลอย่างเต็มที่





