วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

'ชิป' ขาดตลาดเขย่าอุตฯ อิเล็กทรอนิกส์ สินค้า AI แย่งดีมานด์ ฉุดทั้งห่วงโซ่

'ชิป' ขาดตลาดเขย่าอุตฯ อิเล็กทรอนิกส์ สินค้า AI แย่งดีมานด์ ฉุดทั้งห่วงโซ่

ชิป” ซึ่งถือเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก กำลังเผชิญวิกฤติขาดแคลนครั้งใหม่อย่างรุนแรง หลังความต้องการจากกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พุ่งทะยานจนดูดซัพพลายออกจากตลาด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่สินค้าไอทีไปจนถึงโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวม

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ชิปในตลาดตึงตัวอย่างหนัก และถือเป็นภาวะขาดแคลนที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี โดยมีสาเหตุหลักจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม AI ที่เข้ามาแย่งชิงชิปจากภาคอิเล็กทรอนิกส์ดั้งเดิม

"ยอมรับว่าตอนนี้ชิปมันหายไปจากตลาดจริงๆ ขาดตลาดมาก เพราะเอไอเอาไปหมด เดิมทีชิปถูกใช้ในอุปกรณ์หลัก เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ แต่ปัจจุบันชิปถูกฝังอยู่ในอุปกรณ์แทบทุกประเภท ตั้งแต่เครื่องดูดฝุ่น กล้อง ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ทำให้ดีมานด์เพิ่มขึ้นในทุกมิติ"

ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องใช้ชิปประมวลผลขั้นสูงจำนวนมหาศาล กลับเป็นผู้เล่นที่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมจ่ายในราคาที่แพงกว่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไปไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้

“ตลาดเอไอโตเร็วมาก ทุกคนใช้เอไอเป็นเครื่องมือในการประมวลผล ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ต้องใช้ชิป เมื่อกลุ่มนี้มีกำไรดี เขาก็ยอมซื้อชิปแพง เราเองก็สู้ไม่ไหว ตอนนี้ต้องยอมให้ตลาดเอไอแย่งชิปของเราไปก่อน”

ลามถึงสมาร์ทโฟน-สินค้าไอที ราคาขึ้นแน่

สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งสัญญาณกระทบไปยังผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลก รวมถึงผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอย่าง Apple ซึ่งยังคงต้องพึ่งพาชิปเป็นองค์ประกอบสำคัญ แม้บางรายยังสามารถจัดหาชิปได้ในราคาปกติ แต่ปริมาณที่ได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในรอบนี้ ยังสะท้อนผ่าน “โครงสร้างราคา” ของอุตสาหกรรมชิปที่เปลี่ยนไป โดยปกติแล้วแม้จะมีการอัปเกรดเทคโนโลยี ชิปรุ่นใหม่มักไม่ปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในปัจจุบัน ผู้ผลิตกลับปรับราคาขึ้นทันทีหลังอัปเกรด ซึ่งเป็นผลจากดีมานด์ที่พุ่งสูงผิดปกติ

“ปกติชิปจะอัปเกรดตลอด แต่ราคาไม่ขึ้น แต่ตอนนี้อัปเกรดแล้วขึ้นราคาทันที เพราะของมันขาดจริง”

 

วิกฤติครั้งนี้ “หนักและยาว” กว่าที่เคย

นายสุพันธุ์ กล่าวยอมรับว่า วิกฤติชิปขาดตลาดเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แต่ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงช่วงสั้นและสามารถแก้ไขได้ อย่างไรก็ตาม วิกฤติรอบนี้แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไม่สามารถหาซื้อชิปจากตลาดอื่นมาทดแทนได้

“ครั้งนี้มันหายไปจากตลาดจริงๆ ไปหาที่อื่นก็ไม่มีของ ตอนนี้ต้องใช้สต็อกเก่าที่มีอยู่ แล้วบริหารให้ใช้ได้นานที่สุด”

จากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมายาวนาน เขาประเมินว่า ปี 2569 จะไม่ใช่แค่ “ปีแห่งความท้าทาย” แต่เป็น “ปีที่เหนื่อยมาก” สำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาชิปเป็นวัตถุดิบหลัก

แรงกดดันต้นทุน-เรียกร้องรัฐเร่งลงทุนในประเทศ

ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้น ภาคเอกชนมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น การผลิตชิปภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว

“ถ้ารัฐบาลส่งเสริมให้มีการลงทุนด้านชิปมากขึ้น อุตสาหกรรมในประเทศก็จะไม่ต้องนำเข้าอย่างเดียว”

พร้อมกันนี้ ต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ไม่เฉพาะชิปเท่านั้น แต่รวมถึงโซลาร์เซลล์ เม็ดพลาสติก และวัตถุดิบอื่นๆ ที่ต่างปรับราคาสูงขึ้นและบางส่วนเริ่มขาดตลาด

“ของทุกอย่างแพงหมด โซลาร์ก็แพง เม็ดพลาสติกก็แพง แถมยังขาดตลาด นี่ไม่ใช่ความท้าทาย แต่มันคือความยากและเหนื่อยมาก”

พิษสงคราม-โลกเปลี่ยน เกมธุรกิจไม่เหมือนเดิม

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมสถานการณ์ คือความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนพลังงาน ขณะเดียวกัน โลกธุรกิจเองก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากกระแสเทคโนโลยีใหม่

“ถามว่าเป็นผลจากสงครามตะวันออกกลางไหม ก็ใช่ แต่โลกมันก็เปลี่ยนไปมาก เราจะปรับตัวไม่ทัน รายใหญ่ยังยาก รายเล็กยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

เขาเตือนว่า ผู้ประกอบการขนาดเล็กมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถอยู่รอดได้ หากไม่สามารถปรับตัวรับมือกับต้นทุนที่พุ่งขึ้นและซัพพลายที่ตึงตัว

ผู้บริโภครับภาระ สินค้าแพง-ยืดอายุการใช้งาน

ผลกระทบจากชิปขาดแคลนเริ่มส่งผ่านมายังผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าไอที เช่น โน้ตบุ๊ก ที่มีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้น ขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

พฤติกรรมผู้บริโภคจึงมีแนวโน้มเปลี่ยนไป โดยจะยืดระยะเวลาการใช้งานอุปกรณ์ให้นานขึ้น และชะลอการซื้อสินค้าใหม่ แม้จะต้องจ่ายในราคาที่สูงขึ้นสำหรับเทคโนโลยีเดิม

อย่างไรก็ตาม ในบางอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์ ซึ่งใช้ชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญเช่นกัน กลับยังไม่ได้รับผลกระทบในระดับเดียวกัน เนื่องจากยังมีอัตรากำไร (มาร์จิ้น) สูงเพียงพอที่จะรองรับต้นทุนชิปที่เพิ่มขึ้น