“คลัง” กางผลงานจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกปีงบฯ 2569 กวาดเม็ดเงินเข้าคลัง 1.04 ล้านล้านบาท โต 4.5% ตามเป้าหมาย รับอานิสงส์สรรพากร-สรรพสามิตยอดพุ่ง อานิสงส์ภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้น
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (เดือน ต.ค. 2568-ก.พ. 2569) ภาพรวมยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิรวมทั้งสิ้น 1.04 ล้านล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 44,442 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวนั้นสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เพียง 1,280 ล้านบาท หรือ 0.1%
โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุล การได้รับรายได้เหลื่อมปีจากรัฐวิสาหกิจบางแห่ง และอานิสงส์จากการจัดเก็บภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลในอัตรา 1 บาทต่อลิตร
เมื่อไปดูผลการดำเนินงานของ 3 กรมจัดเก็บภาษีหลัก พบว่า
- กรมสรรพากร ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการหารายได้ โดยจัดเก็บได้ 813,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากปีก่อน และสูงกว่าเป้าหมาย 960 ล้านบาท
- กรมสรรพสามิต ที่จัดเก็บได้ 234,053 ล้านบาท พุ่งสูงขึ้น 8.3% และสูงกว่าเป้าหมาย 4,623 ล้านบาท
- กรมศุลกากร ที่จัดเก็บได้ 47,166 ล้านบาท ลดลง 1.3% และต่ำกว่าเป้าหมาย 3,334 ล้านบาท
ขณะที่รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นทำผลงานได้โดดเด่น นำส่งรายได้เพิ่มขึ้น 24.4% และ 11.1% ตามลำดับ
อย่างไรก็ดี ในส่วนของการคืนภาษีของ กรมสรรพากร พบว่า มีมูลค่าสูงกว่าประมาณการไว้ถึง 21,505 ล้านบาท หรือ 13% ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลเร่งรัดนโยบายปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้รวดเร็วขึ้น เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจ ผนวกกับการหักเงินจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 23,258 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้สุทธิสุดท้ายที่รัฐบาลจัดเก็บได้อยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จากสถานะการคลังที่ค่อนข้างตึงตัวดังกล่าว แหล่งข่าว ประเมินว่า แนวทางการใช้กลไกปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อช่วยดูแลราคาพลังงานในขณะนี้อาจดำเนินการได้ยาก เนื่องจากมีความกังวลว่าในช่วงครึ่งปีหลังทิศทางการจัดเก็บรายได้อาจชะลอตัวลง หากรัฐบาลตัดสินใจลดภาษีจะส่งผลให้ภาพรวมรายได้พลิกกลับมาติดลบโดยทันที
ซึ่งปัจจุบัน กรมสรรพสามิต จัดเก็บภาษีน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 7.44 บาทต่อลิตร และกลุ่มน้ำมันเบนซินที่ 5.85 ถึง 7.50 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตได้จัดทำแบบจำลองการศึกษาผลกระทบจากการปรับลดภาษีแบบขั้นบันได พบว่าทุกการปรับลดภาษีลง 1 บาทต่อลิตร จะกระทบรายได้จากดีเซลเดือนละ 2,000 ล้านบาท และเบนซิน 800 ล้านบาท รวมเป็นเม็ดเงินที่รัฐจะสูญเสีย 2,800 ล้านบาทต่อเดือน
หากขยับการปรับลดทั้ง 2 ชนิดเป็น 3 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้รายได้หดหายไปถึง 8,400 ล้านบาทต่อเดือน และในกรณีที่รัฐบาลตัดสินใจใช้ยาแรงด้วยการลดภาษี 5 บาทต่อลิตรทั้ง 2 ชนิด ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะกระเทือนฐานรายได้ภาษีอย่างหนักถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน
หรือแม้แต่การเลือกลดเฉพาะดีเซลที่ 7 บาทต่อลิตร ก็จะสร้างบาดแผลต่อรายได้ในระดับ 14,000 ล้านบาทต่อเดือนเช่นเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้จึงถือเป็นโจทย์เศรษฐกิจมหภาคที่ท้าทายรัฐบาลอย่างยิ่งในการรักษาสมดุลทางการคลังควบคู่ไปกับการดูแลปากท้องของประชาชน





