แม้การเลือกตั้งกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 30 มี.ค.ที่ผ่านมาจะจบลง แต่กลับพบว่า "วิวรรธน์ เหมมณฑารพ" สมาชิก ส.อ.ท. ได้ร้องเรียนให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ พร้อมยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อขอตรวจสอบเช่นกัน
โดยระบุว่า พบความไม่โปร่งใสและมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์จากการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนภายใน ส.อ.ท. ซึ่งตรวจพบเส้นทางทางการเงินและได้มีการรายงานต่อคณะกรรมการบริหารไปแล้วก่อนหน้านี้
“การร้องเรียน” อาจไม่ได้เป็นเพียง "ข่าวองค์กร" ที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป แต่กำลังกลายเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง" ของธรรมาภิบาลภาคเอกชนไทยในระดับประเทศ
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้มีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวหา แต่คือ “เวที” ที่ถูกเลือกใช้ในการยื่นเรื่อง นั่นคือ กกร. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของภาคธุรกิจไทยที่มีบทบาทเชิงนโยบายมาโดยตลอด
การนำเรื่องเข้าสู่ กกร. ภายใต้แนวคิด “Zero Corruption” หรือ “กกร. และเพื่อนไม่ทนต่อการคอร์รัปชัน” สะท้อนความพยายามยกระดับข้อพิพาทภายในองค์กร ไปสู่การตรวจสอบในระดับ “มาตรฐานจริยธรรมภาคเอกชนทั้งระบบ” มากกว่าจะเป็นเพียงการโต้แย้งผลการเลือกตั้ง
กรณีนี้จึงถูกจับตามองว่าเป็น “เคสแรกในประวัติศาสตร์” ของ กกร. ที่ต้องพิจารณาข้อร้องเรียนเรื่องทุจริตจาก “ภาคเอกชนด้วยกันเอง” ต่างจากอดีตที่มักมุ่งไปที่ปัญหาทุนสีเทา หรือการซื้อเสียงในทางการเมือง
แม้ กกร. จะไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการชี้ขาดหรือบังคับใช้คำสั่ง และ “พลังของข้อเท็จจริง” ที่ผ่านการตรวจสอบโดยเครือข่าย เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), ป.ป.ช., ตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายหน่วยงาน จะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะกำหนด “บรรทัดฐานใหม่” ให้กับสังคมธุรกิจไทย ว่าองค์กรเอกชนจะต้องรับผิดชอบต่อความโปร่งใสของตนเองในระดับใด
ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการสรรหาประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ ซึ่งตามกรอบกฎหมายจะต้องแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนเม.ย.นี้หรือไม่
ประเด็นที่น่าจับตาไม่แพ้กัน คือ “ความไม่แน่นอนของแคนดิเดต” ที่อาจไม่ได้เป็นไปตามรายชื่อที่ปรากฏในหน้าสื่อก่อนหน้านี้ เนื่องจากบางรายอาจสูญเสียคุณสมบัติจากผลการเลือกตั้งกรรมการ ขณะที่บางรายอาจถอนตัว ท่ามกลางแรงกดดันที่เกิดขึ้น
ในมุมสื่อและสาธารณชน สิ่งที่คาดหวังจากผู้นำ ส.อ.ท. คนใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ความกล้า” ในการเผชิญหน้ากับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในองค์กร
การเข้ามาจึงไม่ใช่โอกาสของอำนาจ แต่เป็น “บททดสอบของความโปร่งใส” ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ส.อ.ท. ในฐานะองค์กรหลักของภาคการผลิตไทย มี “ความจริงใจในการสื่อสาร” กับสังคม แก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา
กรณีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งภายใน ส.อ.ท. แต่เป็น “กระจกสะท้อน” ให้เห็นว่า ภาคเอกชนไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างการปล่อยให้ปัญหาถูกกลบไว้ใต้พรม หรือการยอมรับและแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อก้าวไปข้างหน้า





