สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เดินเกมยกระดับงานวิจัยพลังงานครั้งใหญ่ วางกรอบปีงบประมาณ 2569 มุ่งเปลี่ยนองค์ความรู้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจ เน้นต่อยอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ พร้อมอัดงบสนับสนุน 500 ล้านบาท ครอบคลุมงานวิจัย-สาธิต-นวัตกรรม
นายอัมรินทร์ วงษ์พันธุ์ เปิดเผยว่า ส.กทอ. ได้จัดประชุมกำหนดกรอบทิศทางการวิจัยด้านการอนุรักษ์พลังงานและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมเปิดรับข้อเสนอโครงการปี 2569 โดยย้ำให้ทุกโครงการต้อง “ใช้ได้จริง-ขยายผลได้-ตอบโจทย์ประเทศ” และสอดคล้องนโยบายพลังงานแห่งชาติ
สำหรับปีงบประมาณ 2569 ส.กทอ. จัดสรรงบในกลุ่มงานสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่
- กลุ่มงานศึกษา ค้นคว้าวิจัย และนวัตกรรม 200 ล้านบาท
- กลุ่มงานสาธิต ริเริ่ม และนำร่อง 300 ล้านบาท
จากกรอบงบรวมด้านแผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน 8,750 ล้านบาท โดยเปิดให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และเอกชนที่มีบทบาทด้านวิจัย เข้าขอรับการสนับสนุนในรูปแบบ เงินอุดหนุนตามค่าใช้จ่ายจริง
ชู “เทคโนโลยีไทย” ตัวนำ สร้างอุตสาหกรรมใหม่
สำหรับทิศทางสำคัญในปี 2569 คือการให้ความสำคัญกับ เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทย โดยเฉพาะโครงการสาธิตและนำร่อง เพื่อยกระดับสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์
พร้อมกันนี้ ส.กทอ. เตรียมยกระดับทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ การกำกับติดตาม ไปจนถึงการตรวจรับงาน เพื่อให้การใช้เงินกองทุนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และลดช่องว่างระหว่าง “งานวิจัย” กับ “การใช้งานจริง”
ย้อนบทเรียนวิจัยไทย ติดกับดัก ‘ขึ้นหิ้ง’
ที่ผ่านมา แม้กองทุนฯ สนับสนุนงานวิจัยต่อเนื่อง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งงบประมาณไม่เพียงพอและไม่ต่อเนื่อง ผลงานวิจัยจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้จริง การเผยแพร่ยังจำกัดในวงแคบ รวมถึงข้อจำกัดด้านกฎหมายและการลงทุน
อีกทั้งระบบการจัดสรรทุนที่ซับซ้อน ทำให้นักวิจัยต้องใช้เวลาไปกับเอกสารจำนวนมาก ขณะที่ประเทศยังขาดบุคลากรวิจัยคุณภาพสูงและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
“โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้งานวิจัยไม่หยุดแค่ในห้องทดลอง แต่สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง”
ต่อยอดโจทย์พลังงาน–สิ่งแวดล้อม รับ Net Zero
สำหรับกรอบวิจัยในอดีตสะท้อนการปรับตัวตามสถานการณ์ เช่น
- ปี 2564 เน้นแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ภาคเกษตร การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ และลดมลพิษจากยานยนต์
- ปี 2565-2566 และ 2568 มุ่งสู่เทคโนโลยีพลังงานสะอาด รองรับเป้าหมายลดคาร์บอน เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เชื้อเพลิงไฮโดรเจน พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS)
- สำหรับปี 2569 จะต่อยอดสู่การ “ใช้งานจริงและขยายผล” มากขึ้น โดยผสานงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรมและตลาด
การปรับทิศทางครั้งนี้ สะท้อนบทบาทใหม่ของ ส.กทอ. จากผู้สนับสนุนทุนวิจัย สู่ ตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
เป้าหมายไม่เพียงลดการใช้พลังงานและผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่ยังต้อง สร้างอุตสาหกรรมใหม่ จากเทคโนโลยีไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง การปลดล็อกงานวิจัยไทยให้ 'ออกจากหิ้ง' จึงกลายเป็นหมากสำคัญ ที่จะชี้วัดว่าประเทศไทยจะก้าวทันการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกได้มากน้อยเพียงใด.





