วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘เอสเอ็มอี’ ตั้งรับพายุเศรษฐกิจโลก สสว.อัดมาตรการ 3 ระยะ พยุงธุรกิจ

"เอสเอ็มอี" ไทย เร่งปรับตัวตั้งรับพายุเศรษฐกิจโลก ด้าน "สสว." อัดมาตรการ 3 ระยะ หวังพยุงภาคธุรกิจให้พ้นวิกฤติโลก

KEY POINTS

  • สสว. เผยดัชนีความเชื่อมั่น SME (SMESI) เดือน ก.พ. 69 อยู่ที่ 52.3 สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่น แต่เริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้นจากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่อาจฉุด GDP SME ปี 69 ให้โตลดลงเหลือ 1.6-2.3%
  • ประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย 4 มิติสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง, ภาคการผลิตถูกบีบสองด้าน, การท่องเที่ยวอาจสูญรายได้กว่าแสนล้านบาท และการส่งออกเสี่ยงสะดุด
  • เพื่อลดผลกระทบ สสว. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือ SME แบบครบวงจร 3 ระยะ โดยเน้นดิจิทัลเป็นหัวใจ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน (ตั้ง War Room, จัดหา Soft Loan, เพิ่มสภาพคล่อง), ระยะกลาง (ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล, หาตลาดใหม่) และระยะยาว (ตั้งกองทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและพลังงานทางเลือก)
  • พร้อมชูยุทธศาสตร์พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ผ่านแนวคิด "Safe Haven" เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่ม SME ที่พักระดับพรีเมียม, ธุรกิจสุขภาพและความงาม, และอาหารฮาลาลฟิวชั่น

ท่ามกลางแรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสงครามอิหร่าน ถือเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มส่งผ่านผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังระบบเศรษฐกิจโลก 

ส่งผลให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทย กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ภาพรวมยังทรงตัวในแดนบวก แต่สัญญาณความเปราะบางเริ่มปรากฏชัดขึ้นในหลายมิติ ทั้งต้นทุนพลังงาน การบริโภค การท่องเที่ยว และการส่งออก

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดภาพสะท้อนล่าสุดผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) เดือนก.พ. 2569 ที่ระดับ 52.3 ปรับเพิ่มเล็กน้อยจาก 52.2 ในเดือนม.ค. 2569 และยังยืนเหนือระดับฐานที่ 50 

ทั้งนี้ สะท้อนว่า ภาคธุรกิจยังคงมีความเชื่อมั่น แต่เริ่มระวังตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ที่แรงกดดันจากต่างประเทศเริ่มชัดเจนขึ้น

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ สสว. รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. ระบุว่า การคาดการณ์ดัชนีในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 52.8 แม้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีแรงกดดันจากการสิ้นสุดฤดูกาลจับจ่ายช่วงปีใหม่-ตรุษจีน ประกอบกับความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางที่อาจทำให้กำลังซื้อชะลอลง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกเชิงโครงสร้าง จะพบว่า ภาคบริการยังคงมีความเชื่อมั่นสูงสุดที่ 53.0 ตามด้วยภาคการค้า 53.2 ขณะที่ภาคการผลิตอยู่ที่ 50.5 สะท้อนภาวะทรงตัวแบบเปราะบาง

ด้านพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 51.8 และภาคตะวันออก 51.0 ยังได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ภาคเหนือโดดเด่นสุดที่ 55.5 ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่เดียวที่ต่ำกว่าระดับฐานที่ 49.8 สะท้อนแรงกดดันเชิงพื้นที่ที่แตกต่างกัน

ในเชิงมหภาค GDP ของ SME ปี 2568 ขยายตัว 2.4% ในไตรมาสสุดท้าย คิดเป็นมูลค่า 1.72 ล้านล้านบาท หรือ 34.9% ของ GDP ประเทศ โดยธุรกิจขนาดเล็ก (Small) โตสูงสุดที่ 2.5% ตามด้วย Micro 2.3% และ Medium 2.2%

“แนวโน้มปี 2569 เริ่มเผชิญแรงกดดัน โดยหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ คาดว่า GDP SME อาจถูกปรับลดจากเดิม 2.8% เหลือเพียง 1.6-2.3% ก็ได้”

‘เอสเอ็มอี’ ตั้งรับพายุเศรษฐกิจโลก สสว.อัดมาตรการ 3 ระยะ พยุงธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม สสว.ประเมินผลกระทบหลักจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่

1. ต้นทุนพลังงานพุ่ง ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสแตะ 130-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสงครามยืดเยื้อถึงสิ้นปี ดันเงินเฟ้อแบบ Cost-push อยู่ที่ 2.0-3.0% บีบผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้า

2. ภาคการผลิตถูกบีบสองด้าน (Double Squeeze) คาด GDP ภาคการผลิตหดตัว -0.6% จากทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและรายได้ที่ลดลง โดยกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี อาหาร พลาสติก และเซรามิก

3. ท่องเที่ยวสะดุด รายได้หายกว่าแสนล้าน นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดเหลือ 32.75 ล้านคน จากเป้า 37 ล้านคน ทำให้รายได้หายไปกว่า 109,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปและตะวันออกกลาง

4. ส่งออกเสี่ยงสะดุด จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานและค่าระวางขนส่งที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อลดแรงกระแทก สสว.ได้วางมาตรการช่วยเหลือ SME แบบครบวงจรไว้ 3 ระยะ โดยเน้นดิจิทัลเป็นหัวใจ แบ่งเป็น

1. ระยะเร่งด่วน โดยการตั้ง War Room SME ผ่านศูนย์ OSS ทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ สนับสนุน SME Coach ปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดใช้พลังงาน จัดหา Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำ และเร่งคืนภาษี VAT/CIT เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

2. ระยะกลาง เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มสมัยใหม่ ใช้ Data Analytics วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และหาตลาดส่งออกใหม่

3. ระยะยาว จัดตั้งกองทุน SME Resilience & Transformation Fund สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital เต็มรูปแบบ ใช้ Automation และพลังงานทางเลือก ผ่านมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่อลดต้นทุนระยะยาว

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือ การพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ผ่านแนวคิด Safe Haven ดึงนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง โดยกลุ่ม SME ที่จะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ ที่พักระดับพรีเมียม (Private Villa / Boutique Hotel) ธุรกิจสุขภาพและความงาม อาหารฮาลาลฟิวชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงถึง 80,000-100,000 บาทต่อทริป

ดร.ปณิตา กล่าวย้ำว่า แม้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจะเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ แต่พื้นฐาน SME ไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง หากสามารถเร่งปรับตัวสู่ดิจิทัล ควบคู่กับมาตรการภาครัฐที่ “เร็ว ตรงจุด และยืดหยุ่น” จะช่วยรักษาเสถียรภาพและประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งนี้ไปได้

“ในวันที่โลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ความเร็วในการปรับตัวอาจกลายเป็นตัวแปรชี้ขาดว่า SME ไทยจะเพียงอยู่รอดหรือเติบโตท่ามกลางวิกฤติได้อย่างแท้จริง”