โพสต์ทูเดย์ เครือเนชั่น จัดเสวนา ROUND TABLE “ฝ่าวิกฤติพลังงาน ทางรอดประเทศไทย” เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 เพื่อสอดรับสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง
สำหรับสงครามในตะวันออกกลางที่จุดชนวน “วิกฤติพลังงานรอบใหม่” ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดภาครัฐและเอกชนประเมินตรงกันว่า สถานการณ์ได้ขยับเข้าสู่ “ระดับ 2” ที่เริ่มกระทบซัพพลาย และดันต้นทุนพลังงานพุ่งสูง กระทบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า วิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นแบ่งได้ 3 ระดับ โดยขณะนี้โลกกำลังเคลื่อนสู่ระดับ 2 ที่เริ่มกระทบซัพพลายแม้ยังจัดหาได้แต่ต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับวิกฤติระดับ 1 เป็นเพียงความตื่นตระหนก ที่ยังไม่กระทบภาพรวมการจัดหาน้ำมัน ขณะที่ระดับ 2 เริ่มกระทบซัพพลาย ทำให้ราคาพุ่งสูง ส่วนระดับ 3 เป็นภาวะวิกฤติรุนแรงขาดแคลนจนไม่สามารถจัดหาได้ แม้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอยู่ที่ความเสี่ยงเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่น้ำมันหายไปจากระบบถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ตลาดโลกที่ก่อนหน้านี้อยู่ภาวะโอเวอร์ซัพพลายทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พลิกกลับทันที ราคาที่เคยทรงตัว 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้นเร็ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ถูกสะท้อนชัดในตลาดเป็นต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย และค่าระวางเรือ ซึ่งล้วนกดดันต่อราคาพลังงานปลายทางแต่กลับไม่ถูกพูดถึงเท่าที่ควร
สำหรับไทยยอมรับว่ารับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 50% ของความต้องการใช้ ทำให้ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปแหล่งนำเข้าอื่น แม้ยังจัดหาได้แต่เผชิญข้อจำกัดคุณภาพน้ำมันดิบที่เหมาะสมกับกระบวนการกลั่นในประเทศ
หวั่นวิกฤติระดับ 3 ต้องรับน้ำมันทุกเกรด
“ปัจจุบันไทยใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 60-70 ล้านลิตรต่อวัน และเบนซินราว 20 ล้านลิตรต่อวัน โดยการจัดหาน้ำมันที่มีคุณภาพสอดคล้องโครงสร้างโรงกลั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญ แต่หากสถานการณ์ลุกลามสู่ระดับ 3 ประเทศอาจต้องรับทุกแหล่งโดยไม่สามารถเลือกคุณภาพได้”
ด้านความมั่นคงพลังงาน โดยไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมในคลัง ถังและเรือที่ทำสัญญาไว้ล่วงหน้าเพียงพอใช้ 104 วัน โดยภาครัฐจัดหาน้ำมันเข้าระบบได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยกระดับการติดตามสถานการณ์ผ่านระบบแดชบอร์ดน้ำมัน เพื่อตรวจสอบปริมาณการเคลื่อนไหวทั้งระบบแบบรายวัน โดยรายงานก่อนเวลา 06.00 น.ของทุกวัน ครอบคลุมคลังน้ำมัน โรงกลั่น สถานีบริการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อจับสัญญาณผิดปกติ เช่น การกักตุนหรือการกระจายตัวที่ไม่สมดุล
“หากพบสถานีบริการใดปิดจำหน่ายโดยอ้างว่าน้ำมันหมด ทั้งที่มีสัญญาณราคาจะปรับขึ้น สามารถแจ้งมาได้ทันทีจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ”
ทั้งนี้ ยอมรับว่าในภาวะราคาผันผวน มีแรงจูงใจในการกักตุนเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะเมื่อส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างในประเทศและต่างประเทศสูงถึงลิตรละกว่า 10 บาท ทำให้ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเส้นทางการกระจายสินค้า
แจงค่าการกลั่นยังมีต้นทุนแฝง
ด้านโครงสร้างราคา โรงกลั่นต้องเผชิญความท้าทายจากต้นทุนซับซ้อนขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเคลื่อนไหวต่างกัน ขณะที่ค่าการกลั่น (GRM) ต้องหักลบต้นทุนพรีเมียมและต้นทุนแฝงอื่น ส่งผลให้บางช่วงมาร์จิ้นสุทธิไม่สะท้อนรายได้แท้จริง โดยเฉพาะเบนซินในตลาดโลกที่ปัจจุบันติดลบ
นอกจากนี้ พบพฤติกรรมเบี่ยงเบนการใช้น้ำมัน เช่น การนำน้ำมันภาคประมง (น้ำมันเขียว) มาใช้ภาคขนส่งบนบก รวมถึงปัญหาการกระจายตัวของน้ำมันไม่สมดุลระหว่างสถานีบริการรายใหญ่และกลุ่มจ็อบเบอร์ ซึ่งกระทบภาคเกษตรกรรมที่ต้องการใช้น้ำมันปริมาณสูง
“ปัจจุบันน้ำมันยังมีเพียงพอ แต่ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการและการกระจาย หากเกิดภาวะตื่นตระหนกจะทำให้น้ำมันไหลออกจากระบบเร็วกว่าปกติ จนเกิดภาพขาดแคลน”
เปิดแผนบริหารพลังงาน 3 ระดับ
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กระทรวงพลังงาน วางแผนบริหารจัดการป้องกันแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน 3 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 กระทบการจัดหาต่อเนื่องมากกว่า 7 วัน แบ่งมาตรการออกเป็น 1.โรงกลั่นเร่งนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น 2.การเพิ่มอัตราส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ
พร้อมดำเนินมาตรการเพิ่มเติมคือ 1.โรงกลั่นน้ำมันปรับ yield 2.โรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมัน 3.นำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทจากแหล่งสัมปทานในต่างประเทศ 4.จัดหาคอนเดนเสทจากแหล่ง JDA และ 5.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน
ระยะที่ 2 ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือลดลงเข้าใกล้ Legal Reserve จะต้องน้ำมันดิบ (Working stock + In-transit) เหลือ 25 วัน, LPG (Working stock) เหลือ 7 วัน และจัดหาน้ำมันดิบลดลง 50% ต่อเนื่องเกิน 1 เดือน และการจัดหา LPG หยุดชะงักเกิน 7 วัน
สำหรับมาตรการที่ดำเนินการแล้ว คือ 1.ระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง 2.การเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง
ขณะที่พร้อมดำเนินการเพิ่มเติม คือ 1.ผ่อนผันมาตรฐานและคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง 2.ห้ามผู้รับสัมปทานส่งออกน้ำมันดิบ/คอนเดนเสท 3.จัดซื้อน้ำมันดิบในลักษณะรัฐต่อรัฐ (G2G)
4.ควบคุมการจำหน่ายให้ Jobber ไม่ให้กักตุน 5.ควบคุมโรงกลั่นและธุรกิจพลังงานให้รายงานข้อมูลรายสัปดาห์ เพื่อป้องกันการขาดแคลนและการกักตุนน้ำเชื้อเพลิง 6.ขอความร่วมมือกำหนดมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น กำหนดเวลาเปิดปิดห้างและสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงโซนนิ่งรถ เพื่อลดดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
ชี้ระดับ 3 ต้องปันส่งวนน้ำมัน
ระดับที่ 3 ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือลดลงสู่ระดับ Legal Reserve, จัดหาน้ำมันดิบหยุดชะงักเกิน 1 เดือน และการจัดหา LPG หยุดชะงักเกิน 14 วัน
สำหรับมาตรการที่ดำเนินการเพิ่มเติม อาทิ 1.มาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง 2.ใช้มาตรการประหยัดพลังงาน (ภาคบังคับ) เช่น กำหนดเวลาเปิดปิดห้างและสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงจัดโซนนิ่งรถเพื่อประหยัดพลังงาน
“เอสเอ็มอี” รับแรงกระแทกต้นทุนก่อนใคร
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์ และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มรับผลกระทบโดยตรงและรวดเร็วสุดครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาคเกษตร การผลิต อาหาร และบริการ
ทั้งนี้ โครงสร้างต้นทุนเอสเอ็มอีมีวัตถุดิบสูงถึง 30-70% และค่าสาธารณูปโภค-ขนส่งอีก 11% โดยเมื่อพลังงานแพงขึ้นทำให้ต้นทุนปรับทันทีไม่ต้องรอรอบสต็อก 3-6 เดือน โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดเล็กที่เริ่มเผชิญวัตถุดิบแพงขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ค่าการกลั่นและค่าการตลาดไม่ควรผันผวนมากจนกลายเป็นต้นทุนแปรผัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ รวมถึงปัญหาการกักตุนและลักลอบส่งออก
นายแสงชัย เสนอแนวทาง “ลด-ตรึง-หนุน-เซฟ” ได้แก่ 1.ลดความเหลื่อมล้ำโครงสร้างราคา 2.ตรึงราคาพลังงานโดยเฉพาะค่าไฟ 3.หนุนมาตรการรัฐ เช่น ซอฟต์โลน คนละครึ่ง พลัส และ 4.เซฟพลังงาน เพื่อลดต้นทุนระยะยาว รวมถึงเสนอแนวคิด Energy Wallet ผ่านแอปเป๋าตัง เพื่อช่วยผู้ประกอบการรับมือค่าไฟและค่าน้ำมัน
อุตสาหกรรมผวา “เม็ดพลาสติก” พุ่ง 80-90%
นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอกา โกลบอล จำกัด กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนแม้วัตถุดิบไม่ขาดแคลนทันที แต่ราคาพุ่งแรงโดยเฉพาะเม็ดพลาสติกปรับขึ้น 30% และบางประเภทสูงถึง 80-90%
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตบางรายหยุดส่งสินค้าและปรับราคา ซึ่งส่งผลให้สินค้าปลายทางกว่า 90% มีแนวโน้มปรับขึ้น โดยเอสเอ็มอีที่มีสต็อกเพียง 1 เดือน ได้รับผลกระทบเร็วกว่ารายใหญ่
“ของยังมีแต่ราคาขึ้นแรง และยังไม่มีสัญญาณลง และหากสงครามยืดเยื้อจนกระทบวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น ก๊าซและน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอาจสะดุด และนำไปสู่ภาวะซัพพลายตึงตัว" นายชัยวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ ต้องการเสนอให้รัฐบาลลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าเม็ดพลาสติกชั่วคราวเพื่อบรรเทาต้นทุน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลระยะยาว โดยควรมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจูงใจภาคเอกชน
“ค้าปลีก” ชี้วิกฤติรอบนี้ “เกมเชนเจอร์”
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า เวลาเกิดวิกฤติต่างๆ ภาคค้าปลีกเป็นปลายท่อ กว่าผลกระทบถึงภาคค้าปลีกใช้เวลา 3-6 เดือน
ทั้งนี้ เมื่อเหตุขัดแย้งในตะวันออกกลางเกิดวันที่ 28 ก.พ.2569 ผ่านไปแล้ว 1 เดือน โดยปกติแล้วกลุ่มธุรกิจโมเดิร์นเทรด จะมีสต็อกสินค้า 30-60 วัน ขณะที่ซัพพลายเออร์ควรมีสต็อกราว 30-60 วันเช่นกัน จึงไม่ควรจะบอกว่าไม่มีวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้
“ในมุมผู้ประกอบการไม่ค่อยกังวลว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ขออย่างเดียวให้รัฐบาลบอกตรงๆ ว่าจะขึ้นราคาน้ำมันเท่านี้ และขึ้นเป็นสเต็ปแบบนี้จะได้ปรับตัวทัน อย่าให้ช็อตฟีลเลย เพราะอยู่ๆ บอกว่าไม่ขึ้นราคาจะตรึงไว้ แต่วันนึงขึ้นตูมเดียว 6 บาทต่อลิตร มันช็อก”
“โรงแรม” วอนรัฐช่วยอุ้มต้นทุนเอกชน
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า หลังเหตุสู้รบในตะวันออกกลางผ่านมา 1 เดือน มีผลกระทบเห็นชัดในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ คือ ค่าตั๋วเครื่องบินแพง โดยเฉพาะเส้นทางยุโรปบางเส้นทางปรับขึ้น 2 เท่าแล้ว และปริมาณเที่ยวบินที่ต้องแวะเปลี่ยนเที่ยวบินในตะวันออกกลางหายไปราว 50% แล้ว
“สถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวไตรมาส 2 น่าเป็นห่วงมาก นอกจากเข้าโลว์ซีซันการท่องเที่ยวแล้ว ก่อนหน้านี้หวังพึ่งการท่องเที่ยวในประเทศ แต่น้ำมันแพงก็ค่อนข้างเป็นห่วง อย่างไรก็ตามเทศกาลสงกรานต์ในไทยถือเป็นเทศกาลระดับโลก ทำให้ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาอยู่ แต่เดสติเนชันที่น่าเป็นห่วงมากตอนนี้คือเชียงใหม่ ที่เผชิญวิกฤติฝุ่น PM 2.5 สูงสุดติดอันดับ 1 ของโลก”
เมื่อเทียบกับแนวโน้มราคาสินค้าประเภทอื่นที่กำลังแพงขึ้นจะพบว่าโรงแรมขึ้นราคาห้องพักได้ยากในภาวะแบบนี้ ต้องเน้นทำรายได้ให้ถึงจุดคุ้มทุนครอบคลุมต้นทุนคงที่ จึงต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนแก่ผู้ประกอบการโดยตรง รวมถึงลดการจัดเก็บภาษี เช่น การลดอัตราจัดเก็บภาษีที่ดิน





