กระทรวงเกษตรฯ เคาะ 13 แผนด่วนช่วยเกษตรกรฝ่าสงคราม! เร่งลดต้นทุนปุ๋ย-น้ำมัน เสริมสภาพคล่อง พักหนี้ และรุกพลังงานสะอาด เตรียมเสนอ ศบก. เยียวยากลุ่มเปราะบาง พร้อมพลิกฟื้นเกษตรไทยให้ยั่งยืน
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 เพื่อพิจารณาแนวทางและมาตรการบรรเทาผลกระทบ การปรับตัว และพลิกฟื้นจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อภาคการเกษตรไทย ว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลัน กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแนวทางการบรรเทาผลกระทบของเกษตรกรระยะสั้น โดยตั้งเป้าหมายเร่งลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และลดภาระเกษตรกรอย่างเร่งด่วน ครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ผ่านกรอบการทำงาน 13 มาตรการ 3 ระยะ ประกอบด้วย
มาตรการระยะเร่งด่วน Target Mitigation
1. มาตรการประสานและอำนวยความสะดวกการจัดหาปุ๋ยเคมี (Supply Management) โดยการเจรจาการค้าเพื่อนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ และการอำนวยความสะดวกการอนุมัติ อนุญาต โดยลดเวลา เพิ่มความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์ และปุ๋ยชีวภาพทางเลือก เป็นต้น
2. มาตรการส่งเสริมการใช้ปุ๋ย 70:30 โดยใช้ปุ๋ยเคมีแม่นยำตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช ควบคู่ปุ๋ยชีวภาพทางเลือก (Demand Management) เช่น ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ย PGPR (Plant Growth Promoting Rhizobacteria) พัฒนาโดยกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วยแบคทีเรียดินที่มีชีวิต ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชโดยตรึงไนโตรเจน ละลายธาตุอาหารในดิน (P, K) และสร้างฮอร์โมนกระตุ้นราก)
3. มาตรการเสริมสภาพคล่องทางการเงินเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการนำเข้าปัจจัยการผลิต (ปุ๋ย) ร่วมกับกระทรวงการคลัง รวมทั้งกองทุนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหรือกองทุน คชก. โดยมีเงื่อนไขตามที่กำหนด เช่น ขึ้นทะเบียนเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ผลการตรวจวิเคราะห์ดิน ตลอดจนการลดค่าบริการ ตรึงราคาค่าบริการของสถาบันเกษตรกรเพื่อสมาชิก เป็นต้น
4. มาตรการบริหารจัดการและกระจายน้ำมันดีเซล น้ำมัน B20 เพื่อเกษตรกรและปัจจัยการผลิต ผ่านระบบสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพลังงาน
5. มาตรการลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น การออกหน่วยบริการ และให้บริการอนุมัติ อนุญาตออนไลน์ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขออนุมัติ อนุญาต เป็นต้น
6. มาตรการเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าเกษตร
มาตรการระยะสั้น Transition to Resilience
7. มาตรการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยชีวภาพ ตามคำแนะนำทางวิชาการที่มีความแม่นยำ มีการปรับสูตรให้เหมาะสมกับพืชและสภาพดิน รวมทั้งมีการออกผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพทางเลือกออกสู่ตลาด เช่น ผลิตปุ๋ยชุมชน ปุ๋ย PGPR ควบคู่การส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ในการส่งเสริมปลูกพืชบำรุงดิน และสารปรับสภาพดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสู่เกษตรกรอย่างแพร่หลาย
8. มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีแม่นยำ เช่น Solar cell เป็นต้น โดยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก
9. มาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรแบบมุ่งเป้า ตามเงื่อนไขที่กำหนด
10. มาตรการอำนวยความสะดวกการส่งออก นำเข้าสินค้าและปัจจัยการผลิต โดยการเจรจาทางการค้า การลดอุปสรรคทางการค้า เช่น ภาษีโควต้านำเข้า รวมทั้ง สนับสนุนการเปิดตลาดและขยายตลาดกับประเทศคู่ค้าใหม่ๆ
มาตรการระยะกลาง Transformation
11. การส่งเสริมงานวิจัยสารปรับสภาพดินและขับเคลื่อนเกษตรชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน Bio and Circular Economy
12. ส่งเสริมการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
13. การพัฒนากฎหมาย ระเบียบ มาตรฐานรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ Low Carbon Economy เป็นต้น
“สำหรับแนวทางการป้องกันและรับมือผลกระทบในภาคการเกษตรจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัดขับเคลื่อนภารกิจภายใต้กรอบการทำงานทั้ง 13 มาตรการอย่างเต็มที่ ครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งได้เตรียมเสนอแนวทางการหารือในวันนี้ต่อศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านปัจจัยการผลิตแบบมุ่งเป้า ให้เข้าถึงเกษตรกรโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง สำหรับประเด็นข้อกังวลเรื่องปุ๋ย ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมถึงในระยะยาวได้วางแผนปรับการใช้ปุ๋ยตามค่าดินที่เหมาะสม และเตรียมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือสารชีวภัณฑ์ทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานสู่เกาตรมูลค่าสูงที่พึ่งพิงการใช้พลังงานน้อยลง ควบคู่การรณรงค์ให้เกษตรกรใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่า เพื่อพัฒนาคุณภาพดินในระยะยาวอีกด้วย”





