“คลัง” ส่งสัญญาณเบรกลดภาษีดีเซล ย้ำกลไกกองทุนน้ำมันคล่องตัวกว่า ห่วงวิกฤติพลังงานลามวิกฤติการคลัง เผยจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกยังเข้าเป้า ชี้จัดเก็บรายได้ครึ่งปีหลังยังท้าทาย
วิกฤติราคาน้ำมันที่ราคาเพิ่มขึ้นเร็วจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน และต้นทุนภาคธุรกิจ แต่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะการคลังประเทศให้มีความเสี่ยงมากขึ้น ภายหลังจากรัฐบาลเตรียมทางเลือกในการรองรับวิกฤติอาจต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
รวมทั้งขยายเพดานเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้กู้เงินมาดูแลราคาน้ำมันในประเทศได้มากขึ้น ซึ่งการขยายเพดานหนี้สาธารณะจะกระทบระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 66% และใกล้ระดับ 70% ของจีดีพี
ทั้งนี้ถือเป็นระดับต้องเฝ้าระวังเพราะอาจทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทย และทำให้ต้นทุนการเงินในการระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้ภาครัฐ และเอกชนสูงขึ้นจนกระทบเศรษฐกิจ
รวมทั้งนี้รายได้จากสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะรายได้จากภาษีสรรพสามิตดีเซลเป็นรายได้สำคัญของภาครัฐที่จัดเก็บ 6-7 บาทต่อลิตร และเป็นรายได้ภาครัฐเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท
หากลดภาษีน้ำมันในส่วนนี้ลงจะกระทบรายได้รัฐค่อนมาก ส่งผลให้ภาครัฐต้องขาดดุลงบประมาณเพิ่ม โดยต้องกู้เงินเพื่อชำระการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งจะยิ่งเร่งระดับหนี้สาธารณะให้ใกล้เพดาน 70% มากขึ้น
คลังขอใช้ลดภาษี “ทางเลือกสุดท้าย”
ขณะที่กระทรวงการคลัง แสดงจุดยืนช่วงสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยขอให้รัฐบาลพิจารณาใช้เครื่องมือลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงเป็นทางเลือกสุดท้าย และชี้ว่าการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักดูแลราคาน้ำมันจะคล่องตัวกว่า
ทั้งนี้กระทรวงการคลังพร้อมค้ำประกันหนี้เงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เสนอวงเงินกู้เงินที่จะให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเป็นวงเงินสูงถึง 150,000 ล้านบาท ซึ่งการค้ำประกันเงินกู้วงเงินดังกล่าวจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจนเหลือพื้นที่การคลัง (fiscal space) เพียงแค่ 300,000 ล้านบาท
รวมทั้งการเพิ่มระดับหนี้สาธารณะของไทย ประกอบกับการขยายตัวเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าหมายเพราะภาวะสงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยได้รับผลกระทบจากสงครามทำให้จีดีพีชะลอลง
ขณะที่เมื่อรวมหลายปัจจัยกรณีไทยต้องลดการจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมันลง จะยิ่งเสี่ยงถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ S&P Global Ratings, Moody's Investors Service และ Fitch Ratings ลดอันดับความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยลง
หลังจากปี 2568 ทั้ง Moody's Investors Service และ Fitch Ratings ลดแนวโน้มอันดับเครดิตไทยลงระดับเชิงลบ (Negative) จากเดิมมีเสถียรภาพ (Stable) หากยังก่อหนี้เพิ่ม และจัดเก็บรายได้ต่ำลงกว่าเป้าหมายมาก
เน้นใช้กองทุนน้ำมันดูแลราคา
แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางบริหารจัดการ และรับมือผลกระทบวิกฤติราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้นนั้น รัฐบาลเน้นใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นเครื่องมือหลักในการอุดหนุน และรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยการออกกฎหมายใหม่รองรับ
สำหรับประเด็นที่ขอให้รัฐบาลพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพนั้น แหล่งข่าว ชี้แจงว่า การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรับภาระอุดหนุนคล่องตัวกว่าการลดภาษีสรรพสามิต
“หากใช้กลไกภาษีสรรพสามิตกรณีลดลงเพียง 1 บาท ต้องผ่านขั้นตอนกฎหมายซับซ้อนตั้งแต่การเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เพื่อออกกฎกระทรวง โดยเมื่อผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วอาจต้องใช้เวลาดำเนินการ ขณะที่กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดูดซับภาระราคาที่เพิ่มขึ้นได้ทันที” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า หากราคาน้ำมันสูงขึ้น 3 บาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้าไปช่วยรับภาระอุดหนุนเพิ่ม 3 บาท ได้ทันที ซึ่งทำให้ราคาขายปลีกให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ และไม่ขยับขึ้น
ห่วงลดภาษีน้ำมันเกิดวิกฤติการคลัง
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะลดภาษีสรรพสามิตลง 3 บาท หรือให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนเพิ่ม 3 บาท ผลลัพธ์สุดท้ายที่ช่วยลดราคาขายปลีกก็เท่ากัน แต่หากเลือกลดภาษีสรรพสามิตลง 3 บาท จะกระทบรุนแรงต่อรายได้รัฐ เพราะทำให้รายได้จากภาษีในส่วนนี้หายครึ่งหนึ่งทันที
แหล่งข่าวกล่าวว่า กระทรวงการคลังย้ำการดำเนินนโยบายไม่ให้มีผลกระทบลูกโซ่ โดยการจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าหมายเป็นความท้าทายมากอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลต้องพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินถี่ถ้วนและเหมาะสม โดยต้องระวังไม่ให้เกิดวิกฤติการคลังเพิ่ม
"เมื่อเกิดวิกฤติพลังงานต้องระมัดระวังอย่าให้ลุกลามจนเกิดวิกฤติการคลังขึ้น รัฐบาลจึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อระบบการคลังประเทศ ผ่านการใช้กลไกชดเชยที่มีอยู่อย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทนการสูญเสียรายได้หลักจากภาษี“
ห่วงจัดเก็บรายได้ยากลำบากขึ้น
แหล่งข่าวกล่าวว่า การจัดเก็บรายได้รัฐบาลช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ก.ย.2568-ก.พ.2569) จัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายพอดี โดยจัดเก็บได้ 1.04 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.5% และสูงกว่าประมาณการปีนี้ 1,280 ล้านบาท
แต่ประเมินแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ตั้งแต่เดือนที่ 6 เป็นต้นไป จะยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลังที่ต้องจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเป็นการสะท้อนผลประกอบการภาคธุรกิจปี 2568 ที่อาจได้รับผลกระทบสภาพเศรษฐกิจ
ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการรายได้อย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงนโยบายที่จะสร้างความเสี่ยงต่อการจัดเก็บรายได้ประเทศระยะต่อไป
ครม.นัดแรกเคาะกู้ 1.5 แสนล้าน
ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการดูแลราคาน้ำมันว่า ในการประชุม ครม.นัดแรก กระทรวงพลังงานจะเสนอให้ออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสริมสภาพคล่องรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง วงเงิน 150,000 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี
สำหรับการดำเนินการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว จะถูกบรรจุในสัดส่วนหนี้สาธารณะ โดยกรณีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดำเนินการกู้เงิน ยืนยันว่ารัฐบาลยังมีพื้นที่การคลังรองรับวิกฤติครั้งนี้
รวมทั้งปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี และหากนับรวมวงเงินค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 150,000 ล้านบาท ยังมีพื้นที่ดำเนินนโยบายได้อีกกว่า 300,000 ล้านบาท
“วงเงินกู้ 150,000 ล้านบาท จะรองรับวิกฤติพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ ซึ่งช่วงวิกฤติรัฐเซีย-ยูเครนได้ออกพ.ร.ก.ค้ำประกันวงเงิน 150,000 ล้านบาท เช่นเดียวกัน ขณะนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 130,000 ล้านบาท ยังรองรับได้”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





