"พาณิชย์" วาง 3 มาตรการรับมือปุ๋ยตึงตัว หลังช่องแคบฮอร์มุซปิดกระทบเรือขนส่ง เร่งเจรจาแหล่งนำเข้าใหม่ 4 ประเทศ ควบคู่ประสานปล่อยเรือปุ๋ย 5 ลำผ่านเส้นทาง พร้อมดันปรับสูตรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เสริมความมั่นใจปุ๋ยเพียงพอหลังเดือนเม.ย.นี้
สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาเกิน 1 เดือน ได้ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และปุ๋ยจากตะวันออกกลาง เพราะเรือขนส่งไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยแนวทางรับมือสถานการณ์ปุ๋ย ว่า ก่อนหน้านี้การประเมินสต๊อกปุ๋ยอ้างอิงจากปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่ในประเทศ
รวมกับสินค้าที่คาดว่าจะทยอยขนส่งเข้ามาได้ตามปกติ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน และช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ส่งผลให้เรือขนส่งปุ๋ยไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ตามแผน จึงต้องเร่งปรับมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้กระทบภาคเกษตร 3 มาตรการ ดังนี้
มาตรการที่ 1 การเร่งเจรจาจัดหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากประเทศอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยขณะนี้ภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนอยู่ระหว่างหารือกับ 4 ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน คาซัคสถาน และรัสเซีย เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลาย โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอผลการเจรจา
มาตรการที่ 2 การเร่งประสานงานด้านการทูตเพื่อให้เรือบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.69 ที่ผ่านมา พร้อมส่งรายชื่อเรือทั้ง 5 ลำเพื่อขออำนวยความสะดวก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญต่อภาคการผลิต และต้นทุนเกษตรกรไทย
มาตรการที่ 3 การทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และปุ๋ยยูเรีย พร้อมผลักดันการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มขึ้นในระยะยาว เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภาวะขาดแคลน
สำหรับสถานการณ์สต๊อกล่าสุด ณ วันที่ 15 มี.ค.2569 ประเทศไทยมีปุ๋ยคงเหลือประมาณ 1.116 ล้านตัน และในช่วงครึ่งหลังของเดือนมี.ค.2569 คาดว่าจะมีปุ๋ยยูเรียเข้ามาเพิ่มอีก 0.037 ล้านตัน ซึ่งสามารถนำไปผลิตเป็นปุ๋ยผสมได้อีกราว 0.25-0.3 ล้านตัน ช่วยเสริมปริมาณสำรองในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรอผลการเจรจา และการปล่อยเรือขนส่ง
ลุ้นเรือขนส่งปุ๋ย 5 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า แนวทางที่มีความชัดเจน และเห็นผลเร็วที่สุดคือ การผลักดันให้เรือปุ๋ยทั้ง 5 ลำสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้โดยเร็ว เพราะเป็นสินค้าที่มีอยู่แล้ว และพร้อมเข้าสู่ระบบกระจายสินค้าในประเทศทันที หากดำเนินการสำเร็จจะช่วยคลี่คลายความกังวลเรื่องปุ๋ยหลังเดือนเม.ย.ได้
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การทำความเข้าใจเรื่องการใช้ปุ๋ยยูเรียของเกษตรกรเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน โดยปุ๋ยยูเรียเป็นเพียงส่วนผสมในการใช้งานจริง ซึ่งเกษตรกรไม่ได้ใช้ปุ๋ยยูเรีย 100% ในทุกสถานการณ์ แต่ยูเรียเป็นส่วนประกอบหรือเป็น “แม่ปุ๋ย” ของปุ๋ยหลายๆ สูตร ที่ผ่านมามีการใช้ปุ๋ยที่มีส่วนผสมของยูเรียในปริมาณมาก เช่น ประมาณ 30-35% ดังนั้นปริมาณปุ๋ยยูเรียจะไม่ขาดแคลน
ทั้งนี้ แม้จะมีข่าวว่าปุ๋ยอาจใช้ได้ถึงแค่เดือนเม.ย.2569 แต่ความจริงคือ ยังมีการนำเข้าอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่มีปริมาณน้อยลง เนื่องจากทุกประเทศมีความต้องการใช้ปุ๋ยเช่นกัน โดยไทยยังมีสต๊อกปุ๋ยยูเรียอยู่ แต่ก็ต้องมีการบริหารจัดการ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และผู้ประกอบการแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยสูตรที่ใช้ยูเรียน้อยลง เพื่อเป็นการประคองให้มีปุ๋ยใช้งานได้ต่อเนื่อง และยาวนานขึ้น
“ไม่อยากให้ตื่นตระหนกว่า ปุ๋ยจะหมดในเดือนเม.ย.นี้ เพราะยังมีการนำเข้าอยู่แต่น้อยลง จึงต้องมีการปรับสูตรการใช้ปุ๋ย โดยลดสัดส่วนปุ๋ยยูเรียลง เพื่อยึดระยะเวลาการใช้งานปุ๋ยให้ยาวนานมากขึ้นในสภาวะที่มีการนำเข้าน้อยลง อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ ก็มีแนวทางแก้ไขรองรับสถานการณ์อยู่แล้ว” นายนันทพงษ์ กล่าว
ปุ๋ยมีใช้เพียงถึงเดือนเม.ย.2569
ก่อนหน้านี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเรือบรรทุกสินค้าติดค้างอยู่ในบริเวณดังกล่าวรวม 5 ลำ และยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ทำให้สต๊อกเพียงพอในประเทศถึงประมาณเดือนเม.ย.เท่านั้น จากเดิมทีสมาคมปุ๋ยได้ประเมินว่าปริมาณสำรองปุ๋ยในประเทศจะเพียงพอสำหรับการใช้งานได้จนถึงเดือนส.ค.2569
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





