ม.หอการค้าฯ เผย สงครามอิหร่าน ทำราคาดีเซลพุ่ง 14.30 บาท พบ 10 ธุรกิจกระทบหนัก พร้อม เปิด 3 ฉากทัศน์ สงครามอิหร่านกระทบเศรษฐกิจไทย จบ 3 เดือน กด GDP ลง -1.07% หากจบ 6 เดือน กด GDP ลง -2.31% แต่หากยืดเยื้อไม่ยุติ กระทบ GDP ลง -3.24% ชี้ถ้าสงครามไม่จบลามถึงไตรมาส 4 ไทยมีโอกาสเสี่ยง stagflation
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลกระทบของราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นที่มีต่อเศรษฐกิจไทยว่า สถาบันฯประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับเพิ่มขึ้นรวม 14.30 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 44.24 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 2 เม.ย. 2569 หรือเพิ่มขึ้น 48% หลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา 15 วัน โดยพบว่าภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือกลุ่มที่พึ่งพาการใช้ดีเซลเข้มข้น อาทิ การขนส่งทางทะเล ปิโตรเคมี การขนส่งทางอากาศ อุตสาหกรรมพลาสติก และโลจิสติกส์ทางบก
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังมาจากสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงขาดแคลนเม็ดพลาสติกและปุ๋ยเคมี โดยคาดว่าสต๊อกในประเทศจะรองรับได้ถึงสิ้นเดือนเม.ย.นี้ ก่อนกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องและภาคเกษตร โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และอ้อย รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตร
ในเชิงมหภาค การปรับขึ้นราคาดีเซลครั้งนี้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 4.56% หรือทุกการปรับขึ้น 1 บาทต่อลิตร จะดันเงินเฟ้อเพิ่ม 0.32% ขณะเดียวกันกดดันการบริโภคภาคเอกชนหดตัวราว 97,520 ล้านบาท และทำให้จีดีพีลดลง 0.56% ภายใน 1 ปี
นายวิเชียร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันแบบ “Couple Shock” จากทั้งฝั่งต้นทุน (Cost-Push) และกำลังซื้อ (Demand-Pull) ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้ออ่อนแอลง
สำหรับการประเมินสถานการณ์ แบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่
กรณีที่ 1 ความขัดแย้งระยะปานกลาง ระยะเวลา 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 1.91% กระทบ GDP ให้ลดลง -1.07%
กรณีที่ 2 ความขัดแย้งยืดเยื้อ ระยะเวลา 6 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 2.82% กระทบ GDP ให้ลดลง -2.31%
กรณีที่ 3 ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ ระยะเวลาครอบคลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ (โอกาสเกิด 10%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 3.67% กระทบ GDP ให้ลดลง -3.24%
ทั้งนี้ ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ยังอยู่ในระดับจำกัด หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 6 เดือน แต่หากยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่ปรับสูงต่อเนื่องจะซ้ำเติมกำลังซื้อและอาจฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย พร้อมความเสี่ยงด้านการจ้างงาน
ทั้งนี้มีเสนอให้ภาครัฐเร่งมาตรการดูแลเชิงรุก ทั้งการอุดหนุนภาคขนส่ง ควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้า จัดหาวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมพลาสติก และบริหารจัดการปุ๋ยเคมีผ่านการตรึงราคาและทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสหลีกเลี่ยงภาวะ Stagflation หากสถานการณ์คลี่คลายในไตรมาส 2-3 แต่หากยืดเยื้อถึงไตรมาส 4 มีความเสี่ยงเศรษฐกิจติดลบและเงินเฟ้อสูง ซึ่งจะทำให้การแก้ไขมีความซับซ้อนมากขึ้นในระดับโลก
ทั้งนี้ ภาครัฐต้องบริหารสมดุลระหว่างการดูแลต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบสำคัญ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการส่งออก เพื่อพยุงเศรษฐกิจในระยะถัดไป





