วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

SACIT ชู “กระจูดวรรณี VARNI Craft” ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

SACIT ชู “กระจูดวรรณี VARNI Craft” ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ต่อยอดแนวคิดจาก “Circular” สู่ “Sustainable Craft Business Model” เพื่อยกระดับศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างเป็นระบบ ชู “กระจูดวรรณี VARNI Craft จังหวัดพัทลุง” โมเดลความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมท้องถิ่น ตามกรอบ ESG

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACITเปิดเผยว่า SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ภายใต้บทบาท “Nurturing Thai Crafts to Global Trends” ด้วยแนวคิด Sustainable Craft Business Model โมเดลความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทยครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม การยกระดับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสร้างแบรนด์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างการตลาดยุคใหม่

ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยยึดหลักตามเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมยังคงอยู่และเติบโตได้ในปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ทางภูมิปัญญาและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน

“Sustainable Craft Business Model” คือการต่อยอดความสำเร็จแนวคิดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีผู้เข้าร่วม 20 ราย ที่ SACIT ได้บ่มเพาะแนวทางการพัฒนางานหัตถกรรมด้วยกรอบของ ESG คือ สิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance)

โดยกระจูดวรรณี VARNI Craft เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีการพัฒนางานหัตถกรรมด้วยกรอบ ESG ได้อย่างครบถ้วน SACIT จึงชูให้เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จที่พัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างงานจักสานกระจูด ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ผสานดีไซน์ ฟังก์ชัน และความยั่งยืน พร้อมพัฒนาเทคนิคใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่น ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

SACIT ชู “กระจูดวรรณี VARNI Craft” ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

ในด้านกระบวนการผลิต "กระจูดวรรณี"นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ เช่น การพัฒนาเศษกระจูดเป็นวัสดุรูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดการน้ำเสียและการใช้พลังงานสะอาดในบางขั้นตอน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรักษาฐานทรัพยากรของชุมชนในระยะยาว

อีกทั้งมีการวางรากฐานสู่การประเมินและคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต เพื่อต่อยอดสู่แนวทางการจัดการคาร์บอนและ Carbon Credit สะท้อนศักยภาของงานหัตถกรรมไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.อนุชา กล่าวว่า การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในรูปแบบเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต นักออกแบบ นักวิจัย และภาคตลาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในการยกระดับกระบวนการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความยั่งยืนได้อย่างสมดุล

รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างบูรณาการ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว ซึ่งกระจูดวรรณีถือเป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยม ที่สะท้อนแนวทาง Sustainable Craft Business Model ได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการสืบสานองค์ความรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาดอย่างยั่งยืน

SACIT ชู “กระจูดวรรณี VARNI Craft” ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

ด้านนายมนัทพงศ์ เซ่งฮวด ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องจักสาน ปี 2557 ของ SACIT ผู้ก่อตั้งแบรนด์ VARNI Craft จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณีได้รับการสนับสนุนจาก SACIT อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถพัฒนางาน “กระจูด” จากภูมิปัญญาดั้งเดิม ให้เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ได้อย่างกลมกลืน

SACIT ชู “กระจูดวรรณี VARNI Craft” ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

โดยยังคงรักษารากฐานเดิมไว้ ควบคู่กับการออกแบบที่ร่วมสมัยและตอบโจทย์ตลาด ทั้งการผสานลวดลายกราฟิก เทคนิคการย้อมสี และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่งานแฟชั่นไปจนถึงงานอินทีเรีย เช่น เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และงานตกแต่งในโรงแรม ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและขยายตัวสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"กระจูดวรรณี"ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste ผ่านการนำเศษกระจูดที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาต่อยอดเป็น “ถ่านกัมมันต์” เพื่อเพิ่มมูลค่าและลดปริมาณของเสียจากกระบวนการผลิต พร้อมทั้งนำไปใช้ประโยชน์ในการบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการย้อม ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนการผลิต ใน

ขณะเดียวกัน ยังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตที่สามารถคำนวณ Carbon Footprint ได้อย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดสู่การจัดการ Carbon Credit ได้อย่างครบวงจร สะท้อนการยกระดับงานหัตถกรรมสู่โมเดลธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างคุณค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากการมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว กระจูดวรรณียังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศในชุมชน โดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต

พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นเพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยววิถีชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังเป็นการส่งเสริมบทบาทของกลุ่มสตรีให้กลายเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานและขับเคลื่อนงานหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน