SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ต่อยอดแนวคิดจาก “Circular” สู่ “Sustainable Craft Business Model” เพื่อยกระดับศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างเป็นระบบ ชู “กระจูดวรรณี VARNI Craft จังหวัดพัทลุง” โมเดลความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมท้องถิ่น ตามกรอบ ESG
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACITเปิดเผยว่า SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ภายใต้บทบาท “Nurturing Thai Crafts to Global Trends” ด้วยแนวคิด Sustainable Craft Business Model โมเดลความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทยครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม การยกระดับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสร้างแบรนด์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างการตลาดยุคใหม่
ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยยึดหลักตามเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมยังคงอยู่และเติบโตได้ในปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ทางภูมิปัญญาและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน
“Sustainable Craft Business Model” คือการต่อยอดความสำเร็จแนวคิดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีผู้เข้าร่วม 20 ราย ที่ SACIT ได้บ่มเพาะแนวทางการพัฒนางานหัตถกรรมด้วยกรอบของ ESG คือ สิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance)
โดยกระจูดวรรณี VARNI Craft เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีการพัฒนางานหัตถกรรมด้วยกรอบ ESG ได้อย่างครบถ้วน SACIT จึงชูให้เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จที่พัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างงานจักสานกระจูด ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ผสานดีไซน์ ฟังก์ชัน และความยั่งยืน พร้อมพัฒนาเทคนิคใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่น ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว
ในด้านกระบวนการผลิต "กระจูดวรรณี"นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ เช่น การพัฒนาเศษกระจูดเป็นวัสดุรูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดการน้ำเสียและการใช้พลังงานสะอาดในบางขั้นตอน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรักษาฐานทรัพยากรของชุมชนในระยะยาว
อีกทั้งมีการวางรากฐานสู่การประเมินและคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต เพื่อต่อยอดสู่แนวทางการจัดการคาร์บอนและ Carbon Credit สะท้อนศักยภาของงานหัตถกรรมไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน
ผศ.ดร.อนุชา กล่าวว่า การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในรูปแบบเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต นักออกแบบ นักวิจัย และภาคตลาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในการยกระดับกระบวนการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความยั่งยืนได้อย่างสมดุล
รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างบูรณาการ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว ซึ่งกระจูดวรรณีถือเป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยม ที่สะท้อนแนวทาง Sustainable Craft Business Model ได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการสืบสานองค์ความรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาดอย่างยั่งยืน
ด้านนายมนัทพงศ์ เซ่งฮวด ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องจักสาน ปี 2557 ของ SACIT ผู้ก่อตั้งแบรนด์ VARNI Craft จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณีได้รับการสนับสนุนจาก SACIT อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถพัฒนางาน “กระจูด” จากภูมิปัญญาดั้งเดิม ให้เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ได้อย่างกลมกลืน
โดยยังคงรักษารากฐานเดิมไว้ ควบคู่กับการออกแบบที่ร่วมสมัยและตอบโจทย์ตลาด ทั้งการผสานลวดลายกราฟิก เทคนิคการย้อมสี และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่งานแฟชั่นไปจนถึงงานอินทีเรีย เช่น เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และงานตกแต่งในโรงแรม ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและขยายตัวสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"กระจูดวรรณี"ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste ผ่านการนำเศษกระจูดที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาต่อยอดเป็น “ถ่านกัมมันต์” เพื่อเพิ่มมูลค่าและลดปริมาณของเสียจากกระบวนการผลิต พร้อมทั้งนำไปใช้ประโยชน์ในการบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการย้อม ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนการผลิต ใน
ขณะเดียวกัน ยังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตที่สามารถคำนวณ Carbon Footprint ได้อย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดสู่การจัดการ Carbon Credit ได้อย่างครบวงจร สะท้อนการยกระดับงานหัตถกรรมสู่โมเดลธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างคุณค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นอกจากการมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว กระจูดวรรณียังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศในชุมชน โดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต
พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นเพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยววิถีชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังเป็นการส่งเสริมบทบาทของกลุ่มสตรีให้กลายเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานและขับเคลื่อนงานหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน





