ชื่อของ "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับสูงทั้งจากแวดวงธุรกิจ และราชการ ด้วยเป็นคนเก่งมากประสบการณ์ เป็นหนึ่งในชื่อ “รมต.คนนอก” ที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยการันตีมาด้วยตัวเองว่าเป็น “มืออาชีพ” ที่สามารถไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทั้ง รมว.คลัง และเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้อย่างไม่มีข้อกังขา
ที่ผ่านมาในการทำงานสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 แม้จะเป็นเวลาสั้นๆแค่ 4 เดือน แต่การทำงานของเอกนิติถือว่าได้เกรด A ทั้งการทำแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ที่ช่วยให้ไทยไม่ถูก S&P Global Ratings ปรับลดมุมมอง (outlook)ที่มีต่อเศรษฐกิจไทยลงสู่เชิงลบ (Negative) การผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัส และการขับเคลื่อนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ผ่านกลไก Thailand fast pass ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นมีส่วนเสริมให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเข้ามาอย่างถล่มทลาย
อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่การทำงานในช่วงรัฐบาล “อนุทิน2” บททดสอบที่มีต่อรัฐบาล รวมทั้งคนที่มีตำแหน่งสำคัญอย่างเอกนิติในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นบททดสอบที่หนักหน่วงมากกว่าเดิม เมื่อเกิดวิกฤติราคาน้ำมันจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาน้ำมันในประเทศไทยปรับขึ้นมากกว่า 30% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นจาก 29.94 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่เกิน 50 บาทต่อลิตร หรือขึ้นมากว่า 60% ระดับราคาน้ำมันที่ขึ้นมามากขนาดนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาพลังงานที่เกิดกับประชาชนทั่วไป ภาคการผลิต และค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน
นอกจากนั้นค่าครองชีพที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่กำลังจะขึ้นตามมาย่อมส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ล้วนแต่กลายเป็นความยากในการบริหารวิกฤติครั้งนี้ทั้งสิ้น
เมื่อรวมกับมิติในการบริหารในรัฐบาลอนุทิน 2 เอกนิติถูกวางตัวให้ทำหน้าที่สำคัญในการพาประเทศฝ่า “วิกฤติพลังงาน” ครั้งนี้
ในการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีได้บอกกับสื่อมวลชนว่าในคำสั่งการแต่งตั้งกรรมการในศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่จะมอบหมายให้เอกนิติมานั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ ศบก.แทนพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ที่ขอยุติการทำหน้าที่ ผอ.ศบก. นอกจากนี้ในการแบ่งงานจะมอบหมายให้เอกนิติเป็นรองนายกฯกำกับดูแลกระทรวงพลังงานแทนพิพัฒน์เช่นกัน
การมานั่งตำแหน่งสูงสุดของศูนย์การบริหารสถานการณ์วิกฤติของประเทศถือเป็นบทบาทที่เปลี่ยนไปของเอกนิติที่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากสายประนีประนอมและนักเจรจา มาเป็นบทบาทที่เด็ดขาด ในบางช่วงเวลาต้องกล้าทุบโต๊ะ เพื่อให้ปัญหาและข้อติดขัดต่างๆได้รับการคลี่คลาย และการบริหารงานต่างๆสามารถเดินหน้าไปได้ ซึ่งถือเป็นอีกบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในการแก้วิกฤติของประเทศเช่นกัน
สิ่งสำคัญในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคือการสื่อสารให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจนว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวิกฤติพลังงาน ที่มีทั้งเรื่องของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้น ในภาวะที่วิกฤติลากยาวออกไป
ที่ผ่านมาในประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้กระทรวงการคลังลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเพื่อให้ราคาน้ำมันในประเทศลดลง ซึ่งเป็นวิธีที่หลายรัฐบาลเคยทำมาในอดีต ในเรื่องนี้กระทรวงการคลังเลือกที่จะส่งสัญญาณบอกกับสังคมว่า การหั่นรายได้จากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะทำให้รายได้ของประเทศหายไปจำนวนมาก จนจะเกิดภาวะที่เรียกว่า “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” หรือจากวิกฤติพลังงานลามไปสู่วิกฤติการคลัง โดยเฉพาะในภาวะที่ระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทย ใกล้จะแตะ 70% ของGDP เต็มที
ในการรับมือวิกฤติครั้งนี้กระทรวงการคลังเลือกที่จะช่วยค้ำประกันหนี้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องการขยายเพดานกู้เงินจาก 4 หมื่นล้านบาท ไปเป็น 1.5 แสนล้านบาท
แน่นอนว่าบทบาทในการสื่อสารเรื่องนี้ก็เป็นบทบาท และหน้าที่ของเอกนิติ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะต้องบอกกับสังคมให้ชัดว่า ทำไมในการสู้วิกฤติน้ำมันครั้งนี้ รัฐบาลต้องขอเก็บเครื่องมือในการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไว้เป็นเครื่องมือสุดท้ายไม่ได้นำมาใช้ทันทีเหมือนที่ผ่านมา
นอกจากนั้นในส่วนของมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ที่ต้องเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม และช่วยเหลือแบบแม่นยำเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนและเป็นกลุ่มเปราะบางจริงๆ ซึ่งต้องมีการชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ โดยเฉพาะการลดจำนวนผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ต้องช่วยคนที่สมควรช่วย แต่คนที่เคยได้ประโยชน์จากโครงการนี้มาแล้วถูกตัดสิทธิ์ก็คงมีจำนวนไม่น้อยที่จะแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลต้องเตรียมรับมือกระแสต่อต้านจากการปรับปรุงมาตรการที่กำลังจะเกิดขึ้นเช่นกัน
บทบาทของเอกนิติในรัฐบาลอนุทิน 2 จึงเป็นบทบาทที่สำคัญมากขึ้น แต่จะต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วง รวมถึงความคาดหวังจากสังคมมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ตั้งความหวังให้วางนโยบายและบริหารเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต มาเป็นการตั้งความหวังให้พาเศรษฐกิจไทยพ้นหุบเหวจากวิกฤติ
และต้องพาประเทศผ่านไปได้ในแบบที่บอบช้ำจากวิกฤติให้น้อยที่สุด โดยยังสามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลังไว้ได้
..ถือเป็นบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และเดิมพันสำคัญที่ทีต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อการทำงานของรัฐบาลชุดนี้





