ITD รวมพลังคลังสมองปั้น 4 ยุทธศาสตร์,: ปฏิรูปโลจิสติกส์, Agro-Wellness, คุมเกมดิจิทัล และฮับการเงิน,,, มุ่งลดต้นทุนและยกระดับ SME ไทย ก้าวพ้นกับดักรายได้ต่ำสู่ความมั่งคั่งยั่งยืนในโลกยุคใหม่
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ประกาศความสำเร็จของโครงการผู้นำยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนา (Leadership Program on Trade and Development Strategy) ปีที่ 2 (LTD#2) ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ รวม 88 ท่าน ผสานองค์ความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์บริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระดมความคิดเชิงยุทธศาสตร์ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายตอบโจทย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และสามารถนำไปใช้ได้จริงในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ
โดยในงานนี้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดโครงการ “ผู้นำยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนา รุ่นที่ 2 (Leadership Program on Trade and Development Strategy: LTD#2)” พร้อมกล่าวว่า จุดเด่นของโครงการมิได้อยู่เพียงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของผู้เข้าร่วมทั้ง 88 คน ซึ่งเป็นบุคลากรคุณภาพจากภาครัฐ เอกชน และวิชาการ ที่ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึก อันเป็นขุมพลังทางปัญญาสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ภาคการค้าไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ตลอดจนความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อโครงสร้างการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า การรับมือกับความท้าทายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน” และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน
" ความสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน เนื่องจากทุกนโยบายย่อมมีทั้งผู้ได้รับและผู้ได้รับผลกระทบ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมจึงเป็นปัจจัยสำคัญ"
สำหรับการผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อเสนอแนะจากโครงการไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในรูปแบบ “คลัสเตอร์” ครอบคลุมภาคการผลิต การค้า และบริการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ในบริบทของโลกยุคใหม่ (New World Order) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจสีเขียว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้า ข้อเสนอเชิงนโยบายจากโครงการนี้จึงมีบทบาทสำคัญต่อการปรับตัวของประเทศไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้
“ความสำเร็จในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผนึกกำลังผู้เข้าร่วมทั้ง 88 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ นำองค์ความรู้และเครือข่ายไปต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักการเติบโตต่ำ สู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืนในระยะยาว”
ด้านนายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า “ITD เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากต่างประเทศสู่การพัฒนาภายในประเทศ รวมถึงมีบทบาทในการสะท้อนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนำไปสู่ผู้กำหนดนโยบาย สิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นการรวมพลังขององค์ความรู้ระดับสูงจากผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นคลังสมองซึ่งจะมีบทบาทสำคัญเป็นกำลังสำคัญในอนาคต เพื่อต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีน้ำหนักและนำไปใช้ได้จริง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในยุคที่ความท้าทายมีความซับซ้อนมากขึ้น”
ตลอดกระบวนการ ผู้เข้าร่วมโครงการได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดเชิงระบบ การตั้งคำถามเชิงนโยบายที่ลึกและเฉียบคม รวมถึงความสามารถในการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายมิติ เพื่อสร้างข้อเสนอที่มีทั้งความเป็นไปได้และผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง
ITD เตรียมนำข้อเสนอเชิงนโยบายจากเวทีดังกล่าวส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอที่สอดคล้องกับพันธกิจของ ITD จะได้รับการพัฒนาและต่อยอดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและวัดผลได้
ความสำเร็จของการรวมพลังทางปัญญาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต และเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดความร่วมมือที่จะนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ ยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ความร่วมมือของผู้เข้าร่วมโครงการทั้ง 88 ท่านในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการระดมสมองเชิงนโยบาย แต่ยังเป็นการวางรากฐานของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนาของประเทศในระยะยาว
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริง ซึ่งเกิดจากการร่วมกันวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเข้มข้นของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ รวม 88 ท่าน ได้ถูกพัฒนาเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้านหลัก ดังต่อไปนี้
Thailand Logistics Reform ประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูปโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อลดต้นทุนจากประมาณ14% เหลือน้อยกว่า 9% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ข้อเสนอหลักคือการจัดตั้ง “สำนักงานประสานงานโลจิสติกส์แห่งชาติ (NTLC)” ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพกลางแบบ Single Command เร่งดำเนินการ Regulatory Guillotine ยกเลิก/ปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 200 ฉบับ ภายในระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัว, พัฒนาระบบ Digital/AI Permit และ Blockchain เพื่อให้การอนุญาต โปร่งใส รวดเร็ว และตรวจสอบได้
นอกจากนี้ควรเปิดเสรีระบบรางและเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางและลดต้นทุนทั้งระบบ, ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน Cold Chain และ Smart Warehouse เพื่อลดการสูญเสียสินค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร รวมถึงจัดตั้ง Thailand Logistics Intelligence (TLI) Hub เชื่อมโยงข้อมูล 27 หน่วยงาน ผ่าน Open API และ AI เพื่อบริหารโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์, ผลักดัน ASEAN Single Window และระบบศุลกากรอัจฉริยะ 24/7 เพื่อเร่งการค้าข้ามพรมแดน, จัดตั้ง Logistics War Room เพื่อติดตามต้นทุน ค่าระวาง และความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด, พัฒนา Agri-Logistics Data Platform และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งยกระดับทักษะแรงงานโลจิสติกส์กว่า 200,000 คน รองรับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ, จัดทำกฎหมาย Data Sharing บังคับให้แพลตฟอร์มการค้าและโลจิสติกส์เชื่อมข้อมูลกับภาครัฐอย่างปลอดภัย โดยหากดำเนินการครบถ้วน จะช่วยลดต้นทุน เพิ่ม FDI และผลักดัน GDP เติบโตเกิน 6% อย่างยั่งยืน
Thailand Agro Based-Wellness Economy ไทยต้องเร่งเปลี่ยนจาก “ครัวโลกเชิงปริมาณ” สู่ “Agro-Wellness มูลค่าสูง” เพื่อแก้ปัญหาส่งออกวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำและการสูญเสียโอกาสในตลาด Wellness โลกมูลค่า $8 ล้านล้าน ข้อเสนอหลักคือการสร้างมาตรฐาน Thai Global Wellness Standard (TGWS) เพื่อยกระดับสินค้าไทยให้ขายได้ราคาพรีเมียม เพิ่มมูลค่า 30–150% และลดการแข่งขันด้านราคา, ควรเร่งเจรจา FTA โดยเฉพาะกับ EU, CPTPP และ GCC เพื่อเปิดตลาดพรีเมียม และลดข้อเสียเปรียบจากประเทศคู่แข่ง,
จำเป็นต้องตั้งกองทุน Agro-Wellness มูลค่า 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน SME ให้เข้าถึงเงินทุน งานวิจัย และนวัตกรรม เช่น Functional Food, สมุนไพร และโปรตีนทางเลือก, ภาครัฐต้องลดต้นทุนการขอใบรับรองมาตรฐาน และสร้างระบบ Trade Finance สำหรับ SME เพื่อให้เข้าถึงตลาด EU/US ได้จริง, ควรมีหน่วยงานกลางบูรณาการ พาณิชย์ เกษตร และ อย. เพื่อเร่งนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ, ในระยะเร่งด่วน ต้องอนุมัติ TGWS ภายใน 30 วัน เร่ง FTA ภายในปี 2569 และตั้งกองทุนภายใน 60 วัน โดยหากดำเนินการได้ จะเพิ่มมูลค่าส่งออก Agro-Wellness จาก 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี และเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียม ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา และสร้างรายได้เพิ่มกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ผลลัพธ์ระยะยาวคือยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่ม GDP ประเทศ และทำให้ไทยก้าวสู่ Top 3 Wellness Exporter ของโลกได้อย่างยั่งยืน
Digital Trade Sovereignty and Economic Transformation ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Digital Trade Sovereignty and Economic Transformation เพื่อยกระดับจาก “ผู้ตามกติกา” สู่ “ผู้กำหนดมาตรฐาน” การค้าในอาเซียน โดยใช้ 5 โครงการเรือธงเป็นกลไกหลัก ได้แก่ NDCP, CBAM & Carbon System, Smart Manufacturing & AI, EEC 2.0 และ Digital Baht หัวใจสำคัญคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทางการค้า เชื่อมข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และระบบการเงินเข้าด้วยกัน NDCP จะช่วยลดต้นทุน compliance และเวลา clearance อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดโลกระบบ CBAM และ Carbon จะรักษาความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดยุโรปและมาตรฐานโลก การยกระดับ Smart Manufacturing จะเพิ่มผลิตภาพอุตสาหกรรม และเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง EEC 2.0 จะเป็นฐานดึงดูด FDI และสร้าง ecosystem อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น
Semiconductor และ EV ขณะที่ Digital Baht จะลดต้นทุนธุรกรรมและเพิ่มความคล่องตัวของการค้าในอาเซียน ผลลัพธ์คือการเติบโตเศรษฐกิจ 5–6% ต่อปี พร้อมยกระดับ Digital Economy และการจ้างงานทักษะสูง ข้อเสนอสำคัญคือให้กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพหลัก ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม เร่งพัฒนา NDCP เป็นศูนย์กลางข้อมูลการค้า เชื่อมทุกบริการภาครัฐและเอกชนไว้ในระบบเดียวยกระดับ SME ให้พร้อมด้าน CBAM, ESG และ traceability เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียมพร้อมเร่งเจรจาการค้าและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแปลงนโยบายและแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง
Financial Rail Frictionless Financial Rail & Settlement Sovereignty: การพัฒนาระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินในระดับยุทธศาสตร์ ไทยมีโอกาสก้าวสู่ศูนย์กลาง “Financial Rail” ของอาเซียน หากเร่งแก้ปัญหาความล่าช้าและต้นทุนการเงินข้ามประเทศที่ยังสูง โดยควรลดค่าธรรมเนียมจาก 3–7% ให้ต่ำกว่า 0.5% และลดเวลาธุรกรรมจากหลายวันเหลือไม่ถึง 1 นาที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ, ควรเร่งพัฒนา PromptPay Cross-border สำหรับธุรกิจ (B2B) และต่อยอด Digital Baht เพื่อเชื่อมระบบการชำระเงินกับประเทศ CLMV สร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินที่เชื่อมทุกสกุลเงินโดยไม่เสียอธิปไตยทางการเงิน
ภาครัฐต้องผลักดันแพลตฟอร์มสินเชื่อการค้า SME ด้วย AI ให้อนุมัติภายใน 48 ชั่วโมง ช่วยลดข้อจำกัดการเข้าถึงทุน และปิดช่องว่าง Trade Finance ที่กระทบผู้ประกอบการไทยโดยตรง ควรส่งเสริม ESG Agri Bond และ Green Finance เพื่อเพิ่มแหล่งทุนใหม่ให้ภาคเกษตร และยกระดับเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน เร่งสร้างระบบ AI Early Warning ตรวจจับความเสี่ยงการค้าแบบเรียลไทม์ ลดผลกระทบจากสงครามการค้าและความผันผวนโลก
ในระยะสั้น ต้องเดินหน้า 6 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การขับเคลื่อน ORCA Framework, เปิดใช้ PromptPay B2B ข้ามประเทศ, ตั้งแพลตฟอร์มสินเชื่อ SME, ออก ESG Bond ครั้งแรก, สร้างระบบเตือนภัยการค้า, และตั้งกลไก “Team Thailand” บูรณาการทุกภาคส่วน ควรมีกลไกความร่วมมือรัฐ-เอกชนที่ชัดเจน พร้อมกฎหมายและโครงสร้างรองรับ เพื่อให้การดำเนินนโยบายรวดเร็วและต่อเนื่อง หากดำเนินการได้ครบถ้วน จะช่วยลดต้นธุรกรรม เพิ่มสภาพคล่องให้ SME ขยายบทบาทเงินบาทในภูมิภาค และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินและการชำระเงินของอาเซียนในระยะยาว
ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 4 ด้าน ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวาง “โครงสร้างเศรษฐกิจไทยใหม่” ที่เชื่อมโยงการค้า โลจิสติกส์ ดิจิทัล และการเงินเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ หากสามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริง จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปิดตลาดมูลค่าสูง และยกระดับรายได้ของภาคธุรกิจและเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะพาประเทศไทยก้าวพ้นข้อจำกัดเดิม และยกระดับสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลก





