วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

แผนภาคเกษตรรับมือสงครามดันราคาปุ๋ยทั่วโลกพุ่งเกือบเท่าตัว-เฟ้นกลุ่มเปราะบางช่วยตรงจุด

แผนภาคเกษตรรับมือสงครามดันราคาปุ๋ยทั่วโลกพุ่งเกือบเท่าตัว-เฟ้นกลุ่มเปราะบางช่วยตรงจุด

นับตั้งแต่สหรัฐ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ราคาปุ๋ย ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตในตะวันออกกลาง ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ข้อมูลจาก CNBC ระบุว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าปุ๋ยมีสภาพคล่องต่ำกว่าสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ทำให้ราคาไม่ชัดเจนนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกกับ CNBC ว่า ราคาปุ๋ยยูเรียเม็ด FOB (ราคา ณ ท่าเรือส่งออก)ในอียิปต์ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของปุ๋ยไนโตรเจน พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 700 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน จาก 400 ถึง 490 ดอลลาร์ก่อนสงครามเริ่มต้น

สถานบันAlpine Macro ของ Oxford Economics ระบุว่า ราคายูเรียและแอมโมเนียพุ่งสูงขึ้นประมาณ 50% และ 20% ตามลำดับ นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ปุ๋ยอื่นๆ เช่น โพแทสและกำมะถัน ก็มีราคาสูงขึ้นเช่นกัน

        ทั้งนี้ ตะวันออกกลางเป็นผู้ส่งออกยูเรียและผลิตภัณฑ์ไนโตรเจนรายใหญ่เป็นพิเศษ ผลจากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นประเมินว่าประมาณ 30% ของการผลิตเพื่อการส่งออกนั้นไม่สามารถนำสินค้าเข้าสู่ตลาด ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และบาห์เรนรวมถึงอิหร่านด้วยซึ่งเป็นผู้ผลิตปุ๋ยไนโตรเจนรายสำคัญและเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก

“มันเป็นห่วงโซ่อุปทานที่ยาวมาก — ถ้าเกษตรกรไม่สามารถหาปุ๋ยยูเรียที่ต้องการได้ ผลผลิตทางการเกษตรก็จะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไนโตรเจนเป็นสารอาหารหลักที่พืชต้องการในการเจริญเติบโต [และ] จะมีสต็อกที่สามารถนำมาใช้ได้ ดังนั้นคุณจะไม่เห็นผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและการสูญเสียผลผลิตจนกว่าจะถึงช่วงปลายปี”

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ผลกระทบ และกำหนดแนวทางรับมือเพื่อดูแลภาคเกษตรของไทย ว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและประชาชนนั้นได้เร่งติดตามสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับอย่างใกล้ชิด 

โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเกษตรกรที่เปราะบางให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานเชิงรุก ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุด และขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานการดูแลเกษตรกร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยยึดหลักการทำงานแบบไร้รอยต่อเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย

    “ จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทั้งด้านการผลิต การขนส่ง และการบริหารจัดการผลผลิต ตลอดจนราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวเนื่อง”

 โดยประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยกว่า 6 ล้านตันต่อปี โดยในช่วงที่เข้าสู่ฤดูกาลผลิตสำคัญ ทั้งข้าวนาปรังและพืชเศรษฐกิจ จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ ได้แก่ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกันวางแนวทางปรับรูปแบบการใช้ปุ๋ย 

โดยส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์ควบคู่ปุ๋ยเคมีในสัดส่วน 70:30 พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องให้เกษตรกรเพื่อลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหมอดินอาสาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน

       ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ดูแลด้านพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ และสุขภาพสัตว์อย่างครบวงจร กรมประมงเร่งประสานการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงราคาประหยัด (น้ำมันดีเซล B20) เพื่อลดต้นทุนการทำประมง รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ในศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

 ส่วนกรมชลประทานให้บริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมตามพื้นที่เพาะปลูกทั้งในและนอกเขตชลประทาน ขณะที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) สนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบโซลาร์เซลล์ในพื้นที่เกษตรกรรม และกรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์ด้านบริการขนส่ง และโลจิสติกส์ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับสมาคมเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อสนับสนุนการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันต่อสถานการณ์ พร้อมใช้กลไกสินเชื่อและกองทุนเข้าช่วยเหลือเกษตรกร นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะประสานกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพลังงานเพื่อขอสนับสนุนด้านพลังงานในช่วงฤดูกาลผลิต

      “ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งวิเคราะห์และกำหนดแนวทางช่วยเหลือ “กลุ่มเกษตรกรเปราะบาง” อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลกำหนดมาตรการช่วยเหลือและจัดสรรงบประมาณได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้การดำเนินมาตรการเป็นไปอย่างตรงจุด"

 โดยจะรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดเพื่อนำมาจัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน 3 เดือนแรก และต่อยอดสู่มาตรการระยะยาวต่อไป โดยเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานในกระทรวงให้เกิดผลเป็นรูปธรรมสูงสุด เพื่อขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแผนงานที่กำหนดไว้ และให้จัดส่งมาตรการและข้อเสนอภายใต้การวิเคราะห์สถานการณ์และบริบทที่เกี่ยวข้องมายังสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เพื่อรวบรวมจัดทำร่างและหารือร่วมกันอีกครั้ง

แผนภาคเกษตรรับมือสงครามดันราคาปุ๋ยทั่วโลกพุ่งเกือบเท่าตัว-เฟ้นกลุ่มเปราะบางช่วยตรงจุด