ข้อมูลจาก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)สถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนหลักพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก( EEC) ณ วันที่ 29 มี.ค. 2569 ระบุว่า เขื่อนบางพระ : มีปริมาณน้ำ 58% (68 ล้าน ลบ.ม.) ,หนองปลาไหล : มีปริมาณน้ำ 60% (99 ล้าน ลบ.ม.)ประแสร์ : มีปริมาณน้ำ 67% (198 ล้าน ลบ.ม.)
ข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA ระบุถึงปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังของความแห้งแล้งและอากาศร้อนจัด แต่เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) จะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งนำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติสำหรับประเทศไทยและอาเซียน คาดว่าจะเริ่มเห็นชัดช่วงต้นเดือนพ.ค.2569
ดังนั้นการจัดการน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจอย่างอีอีซี จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะจะเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการยกระดับการลงทุนประเทศ
เมื่อเร็วๆนี้ ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO ประชุมคณะทำงานความร่วมมือพหุภาคีความมั่นคงด้านน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC Water Multi-Stakeholder Platform: EEC Water MSP) ครั้งที่ 2/2569โดยมี ธนาคารโลก (World Bank) ร่วมกันเป็นประธานโดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน โดยมีธนาคารโลก (World Bank) สนับสนุนการดำเนินงานทางด้านเทคนิคและวิชาการ
ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานย่อย (Workstream) 1-3 ในการกำหนดโครงการสำคัญและแผนการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่อีอีซี ดังนี้ คณะทำงานย่อยด้านการจัดหาน้ำต้นทุน (Workstream 1) มีโครงการสำคัญ 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการบริหารจัดการโครงข่ายท่อส่งน้ำในพื้นที่อีอีซี 2.โครงการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่เอกชน และ 3.โครงการโครงข่ายอ่างเก็บน้ำประแสร์ - หนองค้อ - บางพระ
คณะทำงานย่อยด้านการบริหารจัดการความต้องการใช้น้ำและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Workstream 2) มีโครงการสำคัญ 3 โครงการ ได้แก่ 1.) โครงการจัดทำระบบติดตามทรัพยากรน้ำและบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ (EEC Water Data System: EEC-WDS) 2.) โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเหมาะสมในช่วงภาวะวิกฤต และ3.) โครงการขยายผลการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ รัชกาลที่ 9
คณะทำงานย่อยด้านการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Workstream 3) มีโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่ 1.) โครงการบริหารจัดการน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อีอีซี และ 2.) โครงการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต โดยการส่งเสริมการหมุนเวียนใช้น้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม
“ภายในการประชุมฯ EECO และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนโครงการสำคัญใน Workstream 1-3 ให้สำเร็จผลอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกลไกความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว และนำไปสู่เป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงในพื้นที่อีอีซีอย่างยั่งยืน”
จากข้อมูลของสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ระบุว่า นอกจากพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออ หรือ อีอีซี ประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง มีแผนพัฒนาการลงทุนหลากหลาย เช่น รถไฟความเร็วสูง เมืองการบินอู่ตะเภา ท่าเรือ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรม 21 เขต การส่งเสริมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเดิม และการเกษตรกรรม ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าจะมีจํานวนประชากรเพิ่มจากปัจจุบัน 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคนในปี 2580
ดังนั้นการจัดการทรัพยากร “น้ำ” จึงต้องมีแนวทางที่รอบด้าน มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพราะน้ำสามารถให้คุณประโยชน์ทางเศรษฐกิิจ การดำเนินชีวิต หรือแม้แต่สันทนากรได้ แต่ในขณะเดียวกัน น้ำก็อาจทำให้เศรษฐกิจพังได้ในพริบตาดังที่เกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่
ธนาคารโลกหนุนด้านเทคนิคและวิชาการ
สำหรับการประชุมคณะทำงานความร่วมมือพหุภาคีความมั่นคงด้านน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC Water Multi-Stakeholder Platform: EEC Water MSP) ครั้งที่ 1/2569 กำหนดผลักดันความร่วมมือเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการรับมือกับความท้าทายด้านน้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของพื้นที่อีอีซีใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.การจัดหาน้ำต้นทุน (Bulk Water Supply) 2.การบริหารจัดการความต้องการใช้น้ำและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Demand Management and Efficiency) และ 3.การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Wastewater Treatment and Reuse)
ข้อมูลสทนช. ระบุว่ากิจกรรมการใช้น้ำที่ต้องวิเคราะห์ความต้องการ ประกอบด้วย น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อภาคการผลิต ไม่ว่าภาคเกษตรกรรมหรือภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และผลักดันน้ำเค็ม กรอบเวลากําหนดไว้ 20 ปี โดยใช้ พ.ศ. 2560 เป็นปีฐาน ระยะต่อไปเป็นปี 2570 และ 2580 ตามลําดับ
ผลการวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ 3 จังหวัด อีอีซีทุกกิจกรรมปี 2560 จํานวน 2,404.91 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มเป็น 2,777.68 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2570 และ 2,977.55 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2580 ในช่วง 10 ปีแรก (พ.ศ.2570) ความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรมเพิ่มขึ้นจากปีฐาน 372.77 ล้าน ลูกบาศก์เมตร และ 10 ปีที่สอง (พ.ศ.2580) เพิ่มขึ้นจากช่วง 10 ปีแรก 199.87 ล้านลูกบาศก์เมตรรวมความต้องการใช้น้ำเพิ่มจากปี 2560 จํานวน 572.64 ล้านลูกบาศก์เมตร





