วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ สั่งรื้อค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ชง ครม. ลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม

‘เอกนิติ’ สั่งรื้อค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ชง ครม. ลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม

“เอกนิติ” เผยมติ คตร. สั่งกระทรวงพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าการกลั่น และค่าการตลาด หั่นค่าความเสี่ยง และต้นทุนแฝง มั่นใจกดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลง เตรียมสรุปผลเข้า ครม.นัดแรก 6 เม.ย.69 นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 เม.ย.69) เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้เรียกประชุมนัดแรก โดยใช้เวลาการประชุมเกือบ 4 ชั่วโมงเต็ม

นายเอกนิติ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ทางคณะกรรมการได้เชิญตัวแทนจากโรงกลั่นเข้ามาชี้แจงข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปโครงสร้างราคาให้สะท้อนความเป็นจริง และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

จากการพิจารณาตัวเลขในปัจจุบันพบว่า อัตราค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอมานั้นอาจอยู่ในระดับที่สูงเกินไป เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดการบวกเพิ่มค่าความเสี่ยง หรือ "War Premium" เข้าไปในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด และราคาหน้าสถานีบริการ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติจริง โรงกลั่นไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว และมีการตลาดอื่นมาเสริมด้วย นอกจากนี้ ต้นทุนบางส่วน เช่น ค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย ที่ไม่ควรนำมารวมคำนวณในราคาขายแล้ว ก็ยังคงถูกนับรวมอยู่ ซึ่งส่วนนี้สมควรถูกตัดออกไป

ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมจึงมีข้อสรุปและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้

  1. ปรับลดค่าการกลั่น ให้กลับไปจัดทำตัวเลขใหม่โดยไม่นับรวมค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลง
  2. หาต้นทุน War Premium ที่แท้จริง โดยให้หารือกับโรงกลั่นเพื่อประเมินค่า War Premium ตามความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบันมีการอ้างถึงค่าใช้จ่ายส่วนนี้แต่ยังไม่มีความชัดเจนในตัวเลข
  3. ทบทวนค่าการตลาด สั่งการให้ไปคำนวณอัตราค่าการตลาดใหม่ว่าระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าใด

โดยที่ประชุมเห็นพ้องว่าควรมีการนำกลไกการกำหนดเพดาน (Ceiling) และขั้นต่ำ (Floor) ของค่าการกลั่น และค่าการตลาด โดยกระทรวงพลังงานจะต้องนำข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงมากำหนดเป็นข้อเสนอที่ชัดเจน

นายเอกนิติ ระบุว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยให้โรงกลั่นส่งข้อมูลภายในวันพรุ่งนี้ (3 เม.ย.69) และ คตร. จะมีการประชุมกันอีกครั้ง แม้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีจะมีกรอบเวลา 15 วัน แต่คณะกรรมการตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 เม.ย.69นี้ เพื่อนำเสนอต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก 

“เชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างทั้งค่าการกลั่น และค่าการตลาดในครั้งนี้ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวลดลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน” 

นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีการพิจารณาใช้กลไกอื่นร่วมด้วย ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการด้านภาษี เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมที่สุด โดยรายละเอียด

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันค่าการตลาดเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.69 จนถึง 2 เม.ย.2569 อยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงเกินไป และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่กระทรวงฯ เคยศึกษาไว้ โดยมีการคิดรวมต้นทุนที่สถานีบริการต้องใช้ อาทิ ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ ซึ่งพบว่าค่าการตลาดควรอยู่ที่ระดับ 2.45 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงพลังงานเองได้มีการกำกับดูแลเรื่องค่าการตลาดไม่ให้เกินระดับของผลการศึกษา

ส่วนประเด็นตัวเลขค่าการกลั่นนั้น ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 13-14 บาท แท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมด เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบ และค่าพรีเมียมจากภาวะสงครามรวมอยู่ด้วย 

ทั้งนี้ หากดูข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีในสถานการณ์ปกติ ค่าการกลั่นเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับค่าการตลาด 

"ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงได้ขอให้โรงกลั่นชี้แจงต้นทุนในช่วงวิกฤติที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อนำมาหักล้าง และค้นหาตัวเลขกำไรสุทธิ  (Windfall Profit) ที่แท้จริง สำหรับใช้คำนวณเพดาน และขั้นต่ำต่อไป"

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์