สงครามดันน้ำมันพุ่งเกิน 33 บาท ฉุดประมงไทย จับตาสิ้น เม.ย.นี้ ออกหาปลาได้แค่ 10% กระทบแรงงาน 5 หมื่นราย ซ้ำสินค้าต่างชาติทะลักตีตลาด สมาคมวอนรัฐคุมโควตานำเข้าด่วน
นายศราวุธ โถวสกุล ที่ปรึกษาจากสมาคมประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากเกิดภาวะสงครามที่ตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบกับประมงโดยตรง เนื่องจากใช้น้ำมันเป็นต้นทุนสูงสุด ทำให้เรือประมง 40-50 %จากเรือประมงพาณิชย์ทั้งหมด 6,000 ลำ และเรือประมงพื้นบ้าน 1.5-1.6 หมื่นลำต้องจอดไม่สามารถออกทำประมงได้
อย่างไรก็ตาม ราคาจำหน่ายสินค้าประมงในประเทศไทยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามจนถึงขณะนี้พบว่าไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โดยกลุ่มปลาที่ส่งให้ร้านอาหารจำพวกปลาเก๋า ปลาสำลี กะพงแดง จะละเม็ด เป็นต้น ราคาคงที่
ส่วนกลุ่มปลาเนื้อ ซูริมิ ปลาอินทรี เป็นต้น ราคาคงที่ แต่กลุ่มหมึก ภาพรวมราคาลดลง 10% สาเหตุเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคประหยัด กลัวการขาดแคลน้ำมัน ไม่มีการท่องเที่ยว ไม่มีออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ทำให้ร้านอาหารไม่ซื้อวัตถุดิบ
รวมทั้งสินค้าจากต่างประเทศทะลักเข้ามาในประเทศไทย จากอินเดีย และเยเมน เพิ่มขึ้นจากปกติที่ไทยนำเข้าสินค้าจากเมียนมาอยู่แล้วประมาณ 60% ของสินค้าที่จำหน่ายในประเทศ
รวมทั้งจากการสอบถามร้านจำหน่ายสินค้าประมงพบว่าโดยปกติจะขายสินค้าวันต่อวัน ปัจจุบันต้องใช้เวลา 3 วัน จึงจะจำหน่ายสินค้าได้หมด แต่เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน และระบุว่าจะไม่ขาดแคลนแล้ว การท่องเที่ยวเริ่มกลับมาแต่ยังไม่มาก และยังคาดว่าราคาน้ำมันในประเทศยังจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นระลอก
จากปัจจุบันราคาน้ำมัน E20 ลิตรละ 40 บาท สูงกว่าต้นที่ทำประมงรับได้ที่ราคาไม่เกินลิตรละ 33 บาท ทำให้ในวันที่ 5 เม.ย.2569 เรือประมงต้องจอด 40% ส่วนที่เหลือยังพอจะออกทำประมงได้เพื่อหาสินค้ามาจำหน่ายในช่วงสงกรานต์
แต่หลังสงกรานต์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.2569 เป็นต้นไป เรือประมงจะต้องจอดเพิ่มเป็น 70% และสิ้นเดือนเม.ย.2569 จะมีเรือที่สามารถออกทำประมงได้เพียง 10 % เท่านั้น
ทั้งนี้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ ราคาสินค้าประมงในประเทศจะหายไปจากตลาดอย่างน้อย 70% ไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงาน คนงานบนเรือต้องปรับการทำงานวันเว้นวัน หรือ 3 วันต่อครั้ง โดยโรงงานอุตสาหกรรมต้องปรับแผนการว่าจ้างคนงานใหม่ รวมแรงงานที่จะได้รับผลกระทบประมาณ 5 หมื่นคน
“หลังสงกรานต์ราคาสินค้าประมงที่กลุ่มประมงได้รับคาดว่าปรับขึ้น 10-15% จากที่ควรจะปรับเพิ่มขึ้น 30% เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ โดยสินค้าเหล่านี้จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น หรือราคาปรับเพิ่มขึ้น 40-50% ที่เป็นผลมาจากสินค้าประมงที่หายไปจากตลาด ในขณะที่ผู้บริโภคยังต้องซื้อสินค้าในราคาแพงเช่นเดิม”
นายศราวุธ กล่าวว่า หลังจากที่ไทยปรับแก้กฎระเบียบด้านการประมงเพื่อรองรับมาตรการ การทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU ) ทำให้เรือประมงหายไปจากระบบจำนวนมาก สินค้าไม่เพียงพอป้อนโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเหตผลที่ผู้ประกอบการขอนำเข้าสินค้าประมงอ้างว่าเพื่อการส่งออก
แต่ในช่วง10 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีสินค้าประมงจำพวกหมึก วางจำหน่ายในตลาดสด และตลาดนัดจำนวนมาก ระบุว่ามาจากเปรู อาร์เจนตินา รวมทั้งตามร้านอาหารก็มีจำหน่ายเช่นกัน
ส่วนสินค้าประมงจากอินเดีย และเยเมน นั้นเมื่อไม่สามารถส่งออกไปยังตะวันออกกลางได้ ก็ลดราคา 30-40% ทำให้ผู้ประกอบการของไทยสั่งนำเข้าจำนวนมากเต็มสต๊อก และนำมาออกจำหน่ายตามตลาดสด ทั้งหมดจึงทับซ้อนกับสินค้าประมงในประเทศที่แข่งขันไม่ได้เพราะมีต้นทุนสูงกว่า
สำหรับผลกระทบดังกล่าว อยากให้รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ทบทวน และจัดสรรโควตาการนำเข้าสินค้าประมง รวมทั้งเข้มงวดให้มีการนำเข้าเพื่อการส่งออกเท่านั้น
"ต้องปิดกั้นไม่ให้นำออกมาจำหน่ายตามร้านอาหาร ตลาดสด และตลาดนัดในประเทศ ซึ่งตลาดเหล่านี้ควรสงวนไว้ให้กับประมงไทยเท่านั้น จะเป็นอีกหนทางที่พอจะต่อสู้ได้กับราคาน้ำมันในระดับที่ลิตรละ 35 บาท"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





