วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

กกร.ชี้สัญญาณ Stagflation คาดน้ำมันปรับราคาลงไตรมาส 3

กกร.ชี้สัญญาณ Stagflation คาดน้ำมันปรับราคาลงไตรมาส 3

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ภายใต้แรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

ประเด็นสำคัญที่มีการประเมิน คือ สัญญาญเศรษฐกิจไทยที่อาจเข้าสู่สถานการณ์ Stagnation ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อกลับพุ่งสูงขึ้น ทำให้สินค้าแพงขึ้นในขณะที่รายได้ประชาชนยังไม่ฟื้นตัว

ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ประเมินราคาน้ำมันต่ออัตราเงินเฟ้อปี 2569 โดยกรณีราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบ 1-2% แต่กรณีราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2-3% ซึ่งต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นจะถูกส่งผ่านไปราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การขนส่งและแปรรูปอาหาร

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท.ในฐานะประธาน กกร.เปิดเผยว่า ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าภาวะชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง (Stagflation) สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบ ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด กระทบต่อภาคการผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง

“กกร.ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอ โดยเฉพาะเมื่อราคาสินค้าปรับขึ้น แต่รายได้ประชาชนไม่เพิ่มตาม แม้ตอนนี้จะยังไม่รุนแรง แต่หากไม่ทำอะไรเลยอนาคตอาจมีผลกระทบตามมา”

หั่น “จีดีพี” เงินเฟ้อพุ่ง รับแรงกระแทกพลังงาน

อย่างไรก็ตาม กกร.ลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยประเมินว่า GDP เหลือ 1.2-1.6% จากเดิม 1.6-2.0%, อัตราเงินเฟ้อ เพิ่มเป็น 2.0-3.0% จากเดิม 0.2-0.7% ขณะที่ส่งออกยังติดลบ 1.5 ถึงลบ 0.5% ตามราคาน้ำมันขายปลีกที่สะท้อนกลไกตลาด

“แรงกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับขึ้นตามกลไกตลาด ส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ การบริโภค และความเชื่อมั่นภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐอาจจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ”

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวเริ่มส่งผ่านไปค่าครองชีพ การบริโภคภาคเอกชน และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ขณะที่ภาครัฐอาจต้องเพิ่มการก่อหนี้เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ภาคการผลิตต้องเร่งบริหารต้นทุนเพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน ส่วนภาคส่งออกเผชิญแรงกดดันจากปัญหาโลจิสติกส์

ด้านภาคการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่เป็นกลุ่มใช้จ่ายสูงที่จำนวนลดลง ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 1 ล้านคน ช่วง 3 เดือนข้างหน้า และทั้งปีถูกปรับเป้าลงเหลือ 32-33 ล้านคน จากเดิม 35-35.5 ล้านคน

จับตาน้ำมันไตรมาส 3 ฟื้นช้าแม้สงครามคลี่คลาย

ทั้งนี้ กกร.ประเมินร่วมกับ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พบว่าหากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ราคาน้ำมันมีโอกาสทยอยปรับลดลงในไตรมาส 3 ปีนี้ แต่การปรับลดจะไม่เกิดขึ้นทันทีเพราะมีปัจจัยสต็อกน้ำมันระหว่างขนส่ง (Stock in Transit) และข้อจำกัดการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ทดแทน

“ปตท.แสดงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใส ปรับแผนจัดหาน้ำมันดิบโดยกระจายแหล่งนำเข้าทั่วโลกทดแทนตะวันออกกลาง เพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นรองรับน้ำมันดิบหลากหลาย และเดินเครื่องเกิน 100% รวมถึงเพิ่มการผลิตดีเซลจากปกติ 7% และบริหารจัดการปริมาณสำรอง โดยเร่งกระจายน้ำมันผ่านระบบขนส่งครบทุกช่องทางและให้บริการสถานี PTT Station กว่า 2,409 แห่ง ต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปี 2569 ได้ถูกตั้งสมมติฐานไว้ที่เฉลี่ย 88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายใต้เงื่อนไขที่ราคาพลังงานในประเทศยังคงลอยตัวตามตลาด

แนะรัฐบาลลดผลกระทบเฉพาะกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม กกร.กังวลสถานการณ์วิกฤติพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งกดดันต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพประชาชนต่อเนื่อง โดยต้องเร่ง Connect the dots เชื่อมโยงข้อมูลและวางแผนได้เหมาะสม พร้อมทั้งสื่อสารต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจสถานการณ์ตรงกัน จากผลกระทบที่เกิดขึ้น 

กกร.สนับสนุนรัฐบาลเร่งมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted policy) เช่น SMEs และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้กักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ตลอดจนออกมาตรการลดต้นทุนค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ประกอบการคงราคาสินค้า

รวมทั้งมาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต เสริมสภาพคล่องภาคธุรกิจ โดยคำนึงถึง Fiscal space และความสามารถในการลงทุนในอนาคตของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อ Credit rating ของประเทศ

"แนวคิดดังกล่าวแบ่งข้อมูลเป็นสีเขียว (ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ชัดเจน) และสีแดง (กลุ่มเปราะบาง) พร้อมเสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมธุรกิจพลังงานและกรมการขนส่งทางบก เพื่อนำกิจกรรมนอกระบบเข้าฐานข้อมูลกลาง หากใช้งบประมาณไม่ตรงจุดอาจกระทบอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ประเทศ ซึ่งใช้เวลา 4-5 ปีในการฟื้นฟู และสร้างภาระต้นทุนระยะกลาง”

ดัน “บราซิลโมเดล” ยกระดับเกษตรไทย

สำหรับระยะยาว กกร.เสนอใช้วิกฤติครั้งนี้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยผลักดันนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) จริงจังตามแบบบราซิลโมเดล เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ซึ่งปัจจุบันไทยนำเข้าสูงถึง 90% ของความต้องการใช้

ทั้งนี้ หากดำเนินการได้เป็นรูปธรรมจะยกระดับสัดส่วน GDP ภาคเกษตรจาก 6-7% เป็น 15% และเพิ่มรายได้เกษตรกร 20 ล้านคน ลดปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับเกือบ 90% ของ GDP

นอกจากนี้ กกร.ให้ความสำคัญกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) โดยเสนอให้ใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักยกระดับความสามารถแข่งขันของประเทศ ควบคู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) สำหรับข้อเสนอสำคัญ ได้แก่

1. เร่งประกาศโครงสร้างค่าไฟฟ้าปี 2569-2573 ให้สะท้อนต้นทุนจริง

2. ปฏิรูปกิจการไฟฟ้าสู่ตลาดเสรี เปิดให้เข้าถึงโครงข่ายอย่างเป็นธรรม

3. เชื่อมโยงแผนกับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก (NDC 3.0)

4. ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและมาตรฐานพลังงานสะอาด

5. สนับสนุนเครื่องมือทางการเงินช่วยภาคธุรกิจและ SMEs ปรับตัว

พร้อมเสนอจัดตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐ-เอกชนด้านพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และปลดล็อกข้อจำกัด

หนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ย้ำต้องสมดุลเศรษฐกิจ

ในมิติสิ่งแวดล้อม กกร.สนับสนุนการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ย้ำว่าภาครัฐต้องศึกษาผลกระทบเชิงกฎระเบียบรอบด้าน (Regulatory Impact) เพื่อไม่ให้กระทบภาคอุตสาหกรรมเกินจำเป็น และต้องเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

ทั้งนี้ กกร.ย้ำว่าวิกฤติพลังงานครั้งนี้เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญของไทยที่หากปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างกันชนและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ได้จะยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand