วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

‘คลัง’ ส่งสัญญาณไม่ลดภาษี ย้ำใช้กลไกกองทุนน้ำมันอุ้มดีเซล

‘คลัง’ ส่งสัญญาณไม่ลดภาษี ย้ำใช้กลไกกองทุนน้ำมันอุ้มดีเซล

“คลัง” ย้ำกลไกกองทุนน้ำมันอุ้มดีเซลคล่องตัวกว่าส่งสัญญาณไม่ลดภาษีสรรพสามิต ห่วงวิกฤติพลังงานลาม สู่วิกฤติการคลัง เผยจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกยังเข้าเป้า

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางการบริหารจัดการ และรับมือกับผลกระทบจากวิกฤติราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น รัฐบาลยังคงมุ่งเน้นการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าไปอุดหนุน และรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยการออกกฎหมายใหม่รองรับ

สำหรับประเด็นที่มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพนั้น แหล่งข่าวชี้แจงว่า การใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปรับภาระอุดหนุนมีความคล่องตัวกว่าการลดภาษีสรรพสามิต โดยอธิบายว่ากลไกภาษีสรรพสามิตหากจะปรับลดลงเพียง 1 บาท ก็จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน ตั้งแต่การเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เพื่อดำเนินการออกกฎกระทรวง และผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอาจต้องใช้เวลาดำเนินการ ในขณะที่กลไกของกองทุนน้ำมันสามารถดำเนินการดูดซับ ภาระราคาที่เพิ่มขึ้นได้ทันที

แหล่งข่าว กล่าวว่า หากราคาน้ำมันในตลาดปรับตัวสูงขึ้น 3 บาท กองทุนน้ำมันก็สามารถเข้าไปช่วยรับภาระอุดหนุนเพิ่ม 3 บาทได้ทันที ทำให้ราคาขายปลีกที่ประชาชนต้องจ่ายไม่ได้รับผลกระทบ และไม่มีการขยับขึ้น 

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเลือกลดภาษีสรรพสามิตลง 3 บาท หรือให้กองทุนน้ำมันเข้าไปอุดหนุนเพิ่ม 3 บาท ผลลัพธ์สุดท้ายในการช่วยลดราคาขายปลีกให้แก่ประชาชนก็มีค่าเท่ากัน

อย่างไรก็ตาม หากเลือกลดภาษีสรรพสามิตลง 3 บาท จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ของรัฐ เพราะจะทำให้รายได้จากภาษีในส่วนนี้หายไปถึงครึ่งหนึ่งทันที

นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังได้เน้นย้ำถึงข้อควรระวังในการดำเนินนโยบายเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบลูกโซ่ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน การจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าหมายนั้นถือเป็นความท้าทายมากอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องพิจารณาการใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ อย่างถี่ถ้วน และมีความเหมาะสม 

"เมื่อเกิดวิกฤติพลังงานขึ้นแล้ว ก็ต้องระมัดระวังอย่าให้ลุกลามจนเกิดวิกฤติการคลังขึ้นมาอีก รัฐบาลจึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบการคลังของประเทศผ่านการใช้กลไกชดเชยที่มีอยู่อย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทนการสูญเสียรายได้หลักจากภาษี"

แหล่งข่าวเปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลยังคงสามารถจัดเก็บรายได้รวมได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้แบบพอดิบพอดี อย่างไรก็ตาม ได้มีการประเมินแนวโน้มว่าการจัดเก็บรายได้ตั้งแต่เดือนที่ 6 เป็นต้นไปจะทวีความยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีหลังที่จะต้องมีการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล 

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวจะเป็นการสะท้อนภาพรวมผลประกอบการของภาคธุรกิจในปีที่ผ่านมา ที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารจัดการรายได้อย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงนโยบายที่จะสร้างความเสี่ยงต่อการจัดเก็บรายได้ของประเทศในระยะต่อไป

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการดูแลราคาน้ำมันว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก กระทรวงพลังงานจะเสนอให้ออก ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสริมสภาพคล่องรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี

สำหรับการดำเนินการออกพ.ร.ก.ดังกล่าว จะถูกบรรจุในสัดส่วนหนี้สาธารณะ หากกองทุนมีการเดินหน้ากู้เงิน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐยังมีพื้นที่การคลังในการรองรับวิกฤติครั้งหนี้ โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี และหากนับรวมวงเงินค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาทแล้ว ยังมีพื้นที่ดำเนินนโยบายได้อีกกว่า 3 แสนล้านบาท

“จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท จะสามารถรองรับวิกฤติพลังงาน จากสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ ซึ่งช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน ในอดีตที่ผ่านมาก็ได้ออก พ.ร.ก.ค้ำประกันในวงเงิน 1.5 แสนล้านบาทเช่นเดียวกัน ขณะนั้นกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งรองรับได้”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์