วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

"กกร."หั่น 'GDP' เหลือ 1.2-1.6% รับแรงกระแทกราคาพลังงาน

"กกร."หั่น 'GDP' เหลือ 1.2-1.6% รับแรงกระแทกราคาพลังงาน

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินสถานการณ์ล่าสุดชี้ชัดว่า ความเสี่ยงกำลังลุกลามจากราคาพลังงานไปสู่ เศรษฐกิจจริงทั้งระบบ พร้อมปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ลงอีกระลอก ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่เร่งตัว และสัญญาณ Stagflation เริ่มชัดขึ้น

วันนี้ (1 เม.ย.) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ในฐานะประธาน กกร. เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกำลังเป็นตัวเร่งความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก โดยสะท้อนผ่านหลายสัญญาณสำคัญ ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขณะที่ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลดลง

“ความเสี่ยงหลักคือการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งจะกระทบต่อการผลิตทั่วโลก และลามไปตลอดห่วงโซ่อุปทานจนถึงผู้บริโภค”

"กกร."หั่น 'GDP' เหลือ 1.2-1.6% รับแรงกระแทกราคาพลังงาน

หั่น "GDP" เงินเฟ้อพุ่ง รับแรงกระแทกพลังงาน 

อย่างไรก็ตาม กกร. ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยประเมินว่า GDP เหลือ 1.2 -1.6% จากเดิม 1.6 - 2.0%, เงินเฟ้อ พุ่งขึ้นเป็น 2.0 - 3.0% จากเดิม 0.2- 0.7% ขณะที่ส่งออก ยังติดลบ 1.5 ถึง -0.5%

"แรงกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับขึ้นตามกลไกตลาด ส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ การบริโภค และความเชื่อมั่นภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐอาจจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ"

นอกจากนี้ ภาคการผลิตต้องเผชิญต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ขณะที่การส่งออกได้รับผลกระทบจาก logistics disruption ส่วนภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มสูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 1 ล้านคนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า

เตือน Stagflation ท่องเที่ยวหาย 2-3 ล้านคน

กกร. ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะ Stagflation หรือ เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอ โดยเฉพาะเมื่อราคาสินค้าปรับขึ้น แต่รายได้ประชาชนไม่เพิ่มตาม แม้ตอนนี้จะยังไม่เกิดขึ้น แตาหากไม่ทำอะไรเลย อนาคตก็อาจมีผลกระทบตามมาและเกิดขึ้นได้

"ภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักได้รับผลกระทบชัดเจน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง คาดว่าทั้งปีอาจลดลงจาก 35.5 ล้านคน เหลือเพียง 32-33 ล้านคน"

"กกร."หั่น 'GDP' เหลือ 1.2-1.6% รับแรงกระแทกราคาพลังงาน

ปตท. กางแผน กระจายแหล่งนำเข้า เดินเครื่องโรงกลั่นเกิน 100%

ในการประชุมครั้งนี้ กกร. ได้รับข้อมูลจาก นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำเสนอแผนรับมือวิกฤติพลังงาน โดยเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเป็นหัวใจสำคัญ

โดยมีมาตรการหลัก อาทิ เร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบทั่วโลก ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง เพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่น รองรับน้ำมันดิบหลากหลาย และเดินเครื่องเกิน 100% เพิ่มการผลิตดีเซลจากระดับเดิม 7% บริหารสต็อกน้ำมันและเร่งกระจายผ่านทุกระบบขนส่ง พร้อมดูแลสถานีบริการ PTT Station กว่า 2,409 แห่งให้บริการต่อเนื่อง

ลุ้นน้ำมันลงไตรมาส 3 แต่ติด Stock in Transit

นอกจากนี้ กกร. ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลดลงในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ อย่างไรก็ตาม การลดลงจะไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากยังมีปัจจัย อาทิ น้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่ง (Stock in Transit) การเปลี่ยนแหล่งจัดหาน้ำมันใหม่ และข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์

ทั้งนี้ กกร. เสนอแนวคิด Connect the dots เชื่อมโยงข้อมูลเศรษฐกิจ โดยแบ่งเป็น  1. โซนสีเขียว ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ชัด และ 2. โซนสีแดง กลุ่มเปราะบางและเศรษฐกิจฐานรากที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่ง กกร.อยากสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น SMEs และกลุ่มเปราะบาง 

"กกร."หั่น 'GDP' เหลือ 1.2-1.6% รับแรงกระแทกราคาพลังงาน

รวมถึง การกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ตลอดจนการออกมาตรการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงราคาสินค้าได้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต เสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ โดยคำนึงถึง Fiscal space และความสามารถในการลงทุนในอนาคตของประเทศ 

รวมถึงผลกระทบต่อ Credit rating ของประเทศนอกจากนั้น ประเทศไทยควรพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มกันชนหรือศักยภาพในการรองรับแรงกระแทก สู่ความยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน (Resilience) โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการลดต้นทุนพลังงาน สอดคล้องกับแนวทางของ  Reinvent Thailand

"ข้อเสนอสำคัญคือ ให้รัฐเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมธุรกิจพลังงาน และกรมขนส่งทางบก เพื่อดึงกิจกรรมนอกระบบเข้าสู่ระบบ และออกมาตรการช่วยเหลือแบบตรงจุด และต้องระวังไม่ให้ภาระงบประมาณกระทบต่อ Fiscal space และอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ"

ดัน “บราซิลโมเดล” ลดพึ่งน้ำมันนำเข้า 90% 

อีกหนึ่งข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ คือ การลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 90% โดยผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เป็นนโยบายแห่งชาติ โดยโมเดลที่ถูกหยิบยกคือบราซิล ที่ใช้พืชเกษตร เช่น อ้อย และมันสำปะหลัง มาผลิตพลังงานอย่างจริงจัง

"กกร. มองว่า หากไทยเดินตามแนวทางนี้จะช่วย เพิ่ม GDP ภาคเกษตรจาก 6-7% เป็น 15% ลดหนี้ครัวเรือน และเพิ่มรายได้เกษตรกรกว่า 20 ล้านคน"

เร่งปฏิรูปพลังงาน ดัน PDP 2026 เป็นยุทธศาสตร์ชาติ 

นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (แผน PDP 2026) ของกระทรวงพลังงาน โดยมองว่านอกจากเป็นแผนพลังงานแล้ว ควรเป็นยุทธศาสตร์หลักในการยกระดับความสามารถแข่งขันของประเทศ ควบคู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) อย่างเป็นรูปธรรม 

โดยเสนอให้เร่งประกาศโครงสร้างค่าไฟฟ้าปี 2569–2573 ที่สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบัน ปฏิรูปกิจการไฟฟ้าสู่ตลาดเสรี เปิดให้เข้าถึงโครงข่ายอย่างเป็นธรรม และเชื่อมโยงแผนกับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก (NDC 3.0) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน พร้อมทั้งจะต้องส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ ยกระดับมาตรฐานพลังงานสะอาด

และสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินช่วยภาคธุรกิจและ SMEs ปรับตัว โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกลไกการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐ-เอกชนด้านพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ให้แผน PDP 2026 ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคง ความยั่งยืน และการแข่งขันในระยะยาว