วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

เอกนัฏ ชงเปิดข้อมูลเรียลไทม์สกัดกักตุน คุมค่าการกลั่น ตั้งคลังสำรองแห่งชาติ

เอกนัฏ ชงเปิดข้อมูลเรียลไทม์สกัดกักตุน คุมค่าการกลั่น ตั้งคลังสำรองแห่งชาติ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนใหม่ ยอมรับตรงไปตรงมาว่ากำลังเผชิญ “งานหนัก” ทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาพลังงานที่กระทบเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชนในวงกว้าง โดยได้เริ่มหารือกับนายกฯ ถึงแนวทางแก้ไขแล้ว พร้อมยืนยันจะมี “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ในการบริหารจัดการพลังงานอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้ยังติดข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 ทำให้ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ

รัฐมนตรีพลังงาน ระบุว่า ปัญหาเร่งด่วนมี 2 ด้านหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมัน และ ค่าไฟฟ้า ที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะน้ำมันซึ่งไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาราคาแพงตามตลาดโลก แต่ยังมีสัญญาณ “ขาดแคลนในบางพื้นที่” ทั้งที่ข้อมูลภาพรวมประเทศยืนยันว่ามีปริมาณสำรองเพียงพอ และกำลังการกลั่นยังผลิตได้เกินความต้องการมากกว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน

ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยถึง ความไม่โปร่งใส ในระบบกระจายน้ำมัน โดยเฉพาะการไหลของสินค้า (oil flow) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียดและทันเวลา ส่งผลให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าน้ำมันอยู่ในจุดใดของระบบ และเปิดช่องให้เกิดการกักตุนหรือรั่วไหล

 

“วันนี้เรามีเพียงตัวเลขสต็อกภาพรวมรายเดือน แต่ไม่มีข้อมูลการไหลของน้ำมันแบบรายวันหรือใกล้เคียงเรียลไทม์ ทั้งที่ควรมีข้อมูลตั้งแต่โรงกลั่น คลัง ผู้ค้ารายใหญ่ ไปจนถึงปั๊ม เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ หากผลิตเกินกว่า 10 ล้านลิตร แต่ถึงมือผู้ใช้ไม่ครบ แล้วน้ำมันหายไปไหน” นายเอกนัฏ กล่าว

พร้อมย้ำว่า ความโปร่งใส คือเครื่องมือสำคัญในการลดความตื่นตระหนกของประชาชน มากกว่าการยึดติดกับกลไกราคาอ้างอิงต่างประเทศแบบเดิม โดยเฉพาะการอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ที่มักประกาศในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งสร้างความสับสนและไม่สอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุนจริงของไทย

รัฐมนตรีมองว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันในประเทศ สูงผิดปกติ โดยเฉลี่ยสูงกว่าที่ควรจะเป็นถึงราว 13 บาทต่อลิตร สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งในส่วนของต้นทุน การกำหนดราคา และกลไกตลาด

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาคือ ค่าการกลั่น ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมเฉลี่ยเพียง 2–3 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 7-13 บาทต่อลิตร โดยรัฐมนตรีเห็นว่าอยู่ในระดับที่ “เกินความเหมาะสม” โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติ

จึงเตรียมพิจารณากำหนด “เพดานค่าการกลั่น” (refinery margin cap) เพื่อควบคุมไม่ให้ผู้ประกอบการได้กำไรเกินควร พร้อมเสนอว่าหากสามารถลดค่าการกลั่นลงได้ ควรนำผลประโยชน์ดังกล่าวไป “ลดราคาน้ำมันให้ประชาชน” เป็นลำดับแรก

“เข้าใจว่าธุรกิจต้องมีกำไร แต่การปรับจาก 2 บาทไป 7 บาทในช่วงวิกฤตถือว่าสูงเกินไป เรื่องตลาดเสรีทุกฝ่ายก็ทราบข้อจำกัดอยู่แล้ว หากมีรายได้เกินควรในยามวิกฤติ ก็ต้องมีการทบทวน อาจถึงขั้นใช้มาตรการภาษีลาภลอย”

ขณะเดียวกัน ยังเตรียมทบทวนบทบาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ถูกวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการประกาศปรับราคาในช่วงกลางดึก ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและตลาด

สำหรับแนวทางระยะยาว รัฐมนตรีเสนอให้ประเทศไทยพิจารณาจัดตั้ง “คลังน้ำมันสำรองของชาติ” (Strategic Petroleum Reserve) แทนระบบปัจจุบันที่ให้เอกชนเป็นผู้สำรอง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในยามวิกฤต และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพากลไกตลาดเพียงอย่างเดียว

พร้อมส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบการและผู้ที่อาจกักตุนเพื่อเก็งกำไรว่า ราคาน้ำมันไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และนโยบายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจทำให้ราคามีโอกาสปรับลดลงได้ในอนาคต

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก การขยับเชิงนโยบายของรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ว่าจะสามารถ รื้อโครงสร้าง–สร้างความโปร่งใส และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้มากน้อยเพียงใดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนี้