วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ส.อ.ท. เร่ง ‘ครม.ใหม่’ แก้ 'พลังงาน-เงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือน' ซ้อนวิกฤติสงคราม

ส.อ.ท. เร่ง ‘ครม.ใหม่’ แก้ 'พลังงาน-เงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือน' ซ้อนวิกฤติสงคราม

ภาคอุตสาหกรรมชี้การตั้ง “ครม.อนุทิน 2” ไม่เหนือความคาดหมาย แต่โจทย์ใหญ่คือเร่งฟื้นเศรษฐกิจ รับมือพลังงานพุ่ง เงินเฟ้อกดดันซ้ำ พร้อมเตือนโครงสร้างหนี้ยังเปราะบาง เสนอรัฐออกมาตรการตรงจุดพยุงกำลังซื้อ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หรือ “ครม.อนุทิน 2” ว่า เป็นไปตามที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ จึงไม่ได้สร้างความประหลาดใจในภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวบุคคล แต่คือจังหวะการทำงาน ที่ต้องเร่งเดินหน้าโดยเร็ว

ทั้งนี้ การมี ครม.อย่างเป็นทางการ จะช่วยให้การบริหารงานของภาครัฐมีความคล่องตัวมากขึ้น และสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

“เมื่อมี ครม.แล้ว ต้องเร่งทำงานทันที เพราะปัญหาที่ค้างคามีจำนวนมาก ทั้งเรื่องพลังงาน และวิกฤติหลายด้านที่ต้องฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวว่า โจทย์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นลักษณะ วิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยด้านหนึ่งยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาระหนี้สิน ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นแรงกระแทกใหม่จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก

ผลกระทบดังกล่าวเริ่มส่งผ่านมายังภาคการผลิตอย่างชัดเจน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น การขาดแคลนบางรายการ และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนผ่านราคาสินค้าที่ทยอยปรับขึ้น และกดดันอัตราเงินเฟ้อในประเทศ

ในขณะที่รายได้ของประชาชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้กำลังซื้อยังเปราะบาง จึงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือให้ ตรงเป้า ตรงกลุ่ม เพื่อประคองภาคครัวเรือนและธุรกิจไปพร้อมกัน

นายเกรียงไกรกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นพลังงานยังเป็นตัวแปรหลักที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศได้ปรับเพิ่มขึ้นอีก 1.80 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ซึ่งการปรับขึ้นทุก 1 บาท ล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งของภาคอุตสาหกรรม

“ราคาพลังงานที่ยังผันผวนสูง เป็นปัจจัยลบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะอุตสาหกรรม แต่กระทบไปถึงค่าครองชีพของประชาชน และยังมีความเสี่ยงต่อค่าไฟฟ้าในงวดถัดไปที่อาจปรับเพิ่มขึ้นอีก” เขากล่าว

ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังคงจับตานโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลชุดใหม่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้น และแนวทางบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานในระยะยาว เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุน

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลเตรียมออกมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “คนละครึ่งพลัส” หรือแพ็กเกจอื่นๆ ว่าจะมีรูปแบบและประสิทธิภาพเพียงใดในการพยุงกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

อย่างไรก็ดี นายเกรียงไกร กล่าวย้ำว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญของการบริหารประเทศ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านรออยู่ข้างหน้า จึงต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อจำกัดผลกระทบและฟื้นความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชนโดยเร็วที่สุด

“ปัญหาที่อยู่ข้างหน้า มีหลายเรื่องและมีความเร่งด่วน จึงอยากให้รัฐบาลเร่งเข้าไปแก้ไขโดยเร็ว”