“กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน AI Revolution SHIFT 2026 | Shaking the Global Economy เขย่าโลก พลิกเกมธุรกิจ เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท โดยภาคธุรกิจได้มานำเสนอแนวทางการใช้ AI ขับเคลื่อนธุรกิจ
นายนันท์ศิลป์ เจนวารินทร์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ดิจิทัล จำกัด และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ AI Wake-Up Call: Vision for Scaling Strategy AI เปลี่ยนโลกการแข่งขัน ว่า WHA ใช้เวลา 4 ปี วางรากฐานด้านดิจิทัล และมี AI Transformation เต็มรูปแบบปี 2025
ทั้งนี้ ปี 2025 WHA ตั้งเป้าเป็นปีแห่งการเริ่มต้นลงทุนใน AI ผ่าน 12 โครงการหลัก ให้ความสำคัญกับแนวคิด Data First เพื่อสร้าง Foundation และ Governance ที่ดี ซึ่งช่วยดึงข้อมูลใน Ecosystem ของทั้ง 4 ธุรกิจหลักมาใช้งานได้มีประสิทธิภาพ เช่น
ด้านโลจิสติกส์ ใช้ AI ร่วมกับโดรนตรวจหลังคาคลังสินค้าลดเวลาทำงานจาก 30 วัน เหลือ 3 วัน และลดการทำรายงานลงถึง 90% โดยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจได้ถึง 4 เท่าในทรัพยากรเท่าเดิม
ด้านพลังงาน นำ Solar Anomaly Detection และการทำ Forecasting ช่วยให้ระบบผลิตไฟฟ้ามี Uptime สูงกว่า 99% ลดค่าซ่อมบำรุงได้ 5% เนื่องจากการนำเอา AI เข้าไปวิเคราะห์ความเสื่อมของแผงโซลาร์
ขณะที่ดำเนินงานช่วง 3 ปีจากนี้ Flight of the Future 2026-2028 WHA ไม่ได้มองแผนระยะสั้นแต่วางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยแบ่งแผนการทำงานเป็นปี 2026 AI จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของธุรกิจ
ปี 2027 พัฒนาสู่ Agentic AI ที่เชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียวแบบ End-to-End และปี 2028 ก้าวเป็น AI-First Organization ที่ตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลและปรับตัวได้เร็วผ่าน Intelligent Ecosystem
“หัวใจสำคัญของการปรับตัว AI คือเรื่องคน โดย WHA ยังเน้นว่า AI จะไม่มาแทนที่คน แต่คนที่จะชนะคือคนที่มีทักษะใช้ AI จึงมุ่งเน้นให้ความรู้ Prompt Engineering โดยให้ฝ่ายธุรกิจและไอทีร่วมแก้ไข Pain Point”
“เมทเธียร์” เร่งสร้างคอมมานเซ็นเตอร์
นายขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมทเธียร์ จำกัด กล่าวว่า เมทเธียร์ต้องการสร้างคอมมานเซ็นเตอร์ โดย AI ของไทยภายใน 4 ปี เติบโตขึ้นเป็น 4 เท่า แต่การจ้างงานยังไม่เติบโตเมื่อเทียบกับสากล โดยไทยเป็นอันดับ 14 ของโลกในการใช้ระบบหุ่นยนต์สะท้อนว่าไทยพร้อมนำมาใช้ในอุตสาหกรรม
สำหรับเฟส 2 เป็นการนำโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาร่วมด้วย เช่น ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ มีห้องคอมมานเซ็นเตอร์เพื่อบริหารทรัพย์สินอาคาร โดยใช้ AI บริหาร 15 อาคาร รวม 12 ระบบ มีกล้องวงจรปิด หลอดไฟ เพื่อบริหารสินทรัพย์และประหยัดพลังงาน
ทั้งนี้ ปัจจุบันกำลังหาลูกค้ากลุ่มอื่น เช่น โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า โดยมีระบบที่ตอบโจทย์ลูกค้าและเชื่อมเทคโนโลยีกับคน ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมได้สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยด้วยการใช้ AI
อีกตัวอย่างที่โดดเด่น คือ กล้องวงจรปิดกรุงเทพมหานคร (กทม.) 4 หมื่นกว่าตัว ซึ่งมีสมาร์ทคอมมานเซ็นเตอร์แล้ว โดยเชื่อมข้อมูล AI ไปตำรวจจราจร โดย กทม.รวบรวมคอมมานเซ็นเตอร์และนำไปวิเคราะห์เป็นระบบ รวมทั้งใช้ควบคุมประตูระบายน้ำที่ทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์และตรวจสอบย้อนกลับได้เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูล
ยุคสมัยแอร์เอเชียเปลี่ยนไปแล้ว
นาเดีย โอมาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AirAsia MOVE แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ในกลุ่ม Capital A กล่าวในหัวข้อ “The Future of Travel : Winning The AI Race in The OTA Landscape” ว่า เมื่อนึกถึงคำว่า “แอร์เอเชีย” (AirAsia) นึกถึงสีแดง เครื่องบิน และสายการบินต้นทุนต่ำ แต่ยุคสมัยของแอร์เอเชียเปลี่ยนไปแล้ว
รวมทั้งมีข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าที่สะสมถึง 24 ปี เป็นสิ่งประเมินไม่ได้เมื่อนำ Ai มาใช้คาดการณ์ความต้องการลูกค้าดีขึ้น ซึ่งทำให้แตกต่างในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
“ไม่จำเป็นต้องพึ่ง Google หรือ Meta ในการโฆษณา เพราะมีประวัติการใช้งานเพื่อนำเสนอข้อเสนอการเดินทางใหม่ให้ลูกค้า ซึ่งเป็นข้อมูลที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) อื่นๆ ไม่มีเหมือนเรา นี่คือข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของเรา โดยเฉพาะในโลกยุค AI”
นอกจากนี้มองด้วยว่าในโลกธุรกิจยุคใหม่ งบการตลาดหรือจำนวนพนักงานขนาดใหญ่ไม่ใช่ตัวสร้างความแตกต่างอีกต่อไป แต่คือชุมชน (Community) ข้อมูล (Data) และโมเดลการพยากรณ์ต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญแห่งอนาคตให้เข้าใจลูกค้าและกำหนดโซลูชันได้
แนวทางการสร้างมูลค่าผ่านระบบนิเวศที่มีของ AirAsia Move เปรียบเสมือนร้านค้าที่รวบรวมตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ประกัน บริการรถรับส่ง และอื่นๆ ไว้ด้วยกัน โดยใช้ระบบการชำระเงินของตัวเองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับแพลตฟอร์มภายนอก
“สำหรับบทบาทของผู้นำและการพัฒนาคนของเราในยุค AI คือความสามารถทำความเข้าใจข้อมูลให้ดีขึ้น และเลือกข้อมูลไหนสำคัญจากข้อมูลมหาศาลนับล้านชี้นำทีมงานได้ว่าควรไปในทิศทางไหน ด้วยการดึงประสบการณ์และความชาญฉลาดมาช่วย”
องค์กรไม่จำเป็นต้องลงทุน AI มหาศาล
นางสาวนิรมล ดิเรกมหามงคล กรรมการผู้จัดการบริษัท ลิฟ-24 จำกัด (LIV-24) ร่วมเผยอินไซต์และกลยุทธ์การทรานส์ฟอร์มธุรกิจ บนเวที Fireside Chat | From Data to Decisions: Building an Intelligent Platform ว่า องค์กรไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาเอไอของตัวเองขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจากศูนย์
เนื่องจากการพัฒนาเองอาจไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจและยากที่จะไล่ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วได้ทัน กลยุทธ์ที่ตอบโจทย์กว่าคือการเลือกนำโซลูชัน AI ที่มีประสิทธิภาพในตลาดมาปรับใช้ (Adopt and Adapt) ให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของธุรกิจ เริ่มต้นจากการค้นหาจุดบกพร่อง (Paiเอไอn Points) แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาทางแก้ไข
อย่างไรก็ดี เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ทักษะผู้นำต้องปรับตามผู้บริหารระดับสูงต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสารจากการสร้างแรงบันดาลใจในภาพกว้าง มาเป็นการสื่อสารที่แม่นยำและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยเฉพาะการสั่งงาน AI ที่ต้องการคำสั่งที่ชัดเจน
“AI ไม่ต้องการ inspiration แต่ต้องการการสื่อสารที่ชัดเจนผู้บริหารยุคนี้ต้องทำงานแข่งกับความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และต้องมีทักษะในการวิเคราะห์เพื่อคัดกรองเลือกใช้เอไอให้เหมาะสมกับธุรกิจของตน”
นอกจากนี้ วัฒนธรรมองค์กรเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการนำ AI มาใช้ โดยเฉพาะองค์กรที่มีกฎระเบียบซับซ้อน ซึ่งทางออกที่เหมาะสมคือการสร้างพื้นที่จำลอง หรือ Sandbox เพื่อเปิดโอกาสให้ทดลองใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว





