นายขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมทเธียร์ จำกัด กล่าวภายในงาน AI Revolution SHIFT 2026 | Shaking the Global Economy เขย่าโลก พลิกเกมธุรกิจ จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” Special Talk หัวข้อ AI Wake-Up Call: Vision for Scaling Strategy AI เปลี่ยนโลกการแข่งขัน โดยระบุว่า ปัจจุบัน Data เปรียบเสมือนทองคำที่มีมูลค่ามหาศาล เพราะเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยี และทำงานร่วมกันระหว่าง AI และคน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
โดยข้อมูลการเติบโตของ AI ในประเทศไทย พบว่ารับเทคโนโลยี AI มาใช้อยู่ที่ประมาณ 17-32% ขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรม แม้ว่าการจ้างงานด้าน AI โดยตรงยังน้อยอยู่ แต่ความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก โดยเฉพาะการใช้หุ่นยนต์ (Robotic) ในภาคอุตสาหกรรมที่ไทยมีตัวเลขเป็นอันดับที่ 14 ของโลก สะท้อนว่าไทยพร้อมเอา Robotic เข้ามาและพร้อมเอามาใช้ในอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดี เมทเธียร์มองว่าการพัฒนาองค์กรไปสู่ยุค AI และ Robotic ต้องพัฒนาไปพร้อมกับการทำงานของคน ซึ่งขณะนี้ ชบริษัทฯ ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาโดยคนไทย 100% มาใช้ขับเคลื่อน โดยมีโครงสร้างการทำงาน 5 ชั้น (Layers) ได้แก่
1.Physical ส่วนของฮาร์ดแวร์
2.Sensor การจัดเก็บข้อมูลผ่านเซนเซอร์
3.Connectivity การเชื่อมต่อสื่อสาร
4.Platform ระบบศูนย์กลางในการบริหารจัดการข้อมูล
5.Solution การนำข้อมูลมาตอบโจทย์ทางธุรกิจจริง
อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาได้เริ่มเข้าไปพัฒนาในหลายๆ โปรเจกต์ ยกตัวอย่างเช่น Case Study ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ มีการใช้ Command Center เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สิน (Asset Management) โดยรวมระบบต่างๆ กว่า 12 ระบบ เช่น ระบบแอร์, อินเทอร์เน็ต, การตรวจวัด PM 2.5 ของอาคาร 15 หลัง เข้ามาอยู่ในหน้าจอเดียวและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างจากการพัฒนาระบบร่วมกับกรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อข้อมูล AI Traffic Controlครอบคลุม 72 แยก เพื่อบริหารจัดการจราจร รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลจากประตูระบายน้ำทุกแห่ง เพื่อเฝ้าระวังและบริหารจัดการระดับน้ำแบบ Real-time ช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ
นายขยล กล่าวด้วยว่า อีกตัวอย่างที่เด่นชัดและสามารถลดต้นทุนและเพิ่มความปลอดภัย เช่น ระบบรักษาความปลอดภัย ได้มีการใช้ AI เข้ามาช่วยมอนิเตอร์แทนการใช้คนเฝ้าหน้าจอ 100% ตลอดเวลา ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและจัดการกับเหตุการณ์ผิดปกติได้ทันที
รวมทั้งยังมีงานทำความสะอาด โดยมีการนำ Cleaning Robot มาทำงานร่วมกับแม่บ้าน โดยเฉพาะในเวลาที่ไม่มีคน เช่น ช่วง 01:00 - 05:00 น. ในสถานีรถไฟฟ้า Airport Link หรือโรงพยาบาล ซึ่งช่วยลดต้นทุนแรงงานได้ถึง 30% รวมไปถึงการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน โดยมีการเก็บ Data ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าควรซ่อมแซมอุปกรณ์ก่อนที่จะเสียจริง ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่าการซ่อมแซมหลังเกิดความเสียหายเสมอ
“วันนี้หุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคน แต่ทดแทนในช่วงที่ไม่จำเป็นต้องมีคน เช่น ในช่วงกลางคืนสามารถใช้หุ่นยนต์ทดแทนในการเป็น รปภ. แม่บ้านทำความสะอาด ทำให้คอสต์บริหารจัดการลดลง 30% ตัวอย่างแบบนี้ การนำหุ่นยนต์และ AI เข้ามาเสริมการทำงาน จะทำให้เราแข่งขันกับนานาประเทศ เพราะลดต้นทุนได้” นายขยล กล่าว





