วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

3 องค์กรเศรษฐกิจ หั่นเป้าส่งออกอาหารปี 69 เหลือ 1.4 ล้านล้าน หดตัว 7.3%

3 องค์กรเศรษฐกิจ หั่นเป้าส่งออกอาหารปี 69 เหลือ 1.4 ล้านล้าน หดตัว 7.3%

ภาคส่งออกอาหารไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน “ส.อ.ท.-หอการค้า-สถาบันอาหาร” ประเมินสถานการณ์ล่าสุด พบส่งออก 2 เดือนแรกปี 2569 หดตัวแรง 10.5% มูลค่า 202,100 ล้านบาท จากอุปสงค์โลกอ่อนแรง ค่าเงินบาทแข็ง นโยบายกีดกันการค้า และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนซ้ำเติมด้วยสงครามตะวันออกกลาง กระทบเส้นทางขนส่ง-ต้นทุนพลังงาน พาไตรมาสแรกติดลบต่อเนื่อง พร้อมปรับลดเป้าทั้งปีเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท หดตัว -7.3% ชี้ไตรมาส 2 หนักสุด ก่อนหวังฟื้นปลายปี

การแถลงข่าวร่วมของ 3 องค์กรเศรษฐกิจ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารไทยที่กำลังเผชิญ “แรงกดดันเชิงโครงสร้าง” จากทั้งเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

2 เดือนแรกติดลบ 10.5% ตลาดหลักหดตัวถ้วนหน้า

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5% โดยมีปัจจัยลบหลักจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคโลกที่ลดลง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง นโยบายจำกัดนำเข้า และการพึ่งพาตนเองด้านอาหารของหลายประเทศ

โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศงดนำเข้าสินค้าอาหารหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด และน้ำตาล จากการมีสต๊อกเพียงพอ ส่งผลให้คำสั่งซื้อจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นในตลาดโลก

นอกจากนี้ ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้การส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารรวม

ตลาดหลักสำคัญยังคงหดตัวต่อเนื่อง ทั้งจีน อาเซียน CLMV ญี่ปุ่น สหรัฐ และตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดที่ยังเติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีนบางกลุ่มสินค้า

สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์-ต้นทุน

แนวโน้มไตรมาสแรกปี 2569 คาดว่าการส่งออกอาหารจะอยู่ที่ 305,900 ล้านบาท หดตัว 11.5% โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มชัดเจน โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

สินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง เช่น ทูน่ากระป๋อง ข้าว ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง และสับปะรดกระป๋อง มีความเสี่ยงสูง ขณะที่สินค้าอย่างไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าวได้รับผลกระทบน้อยกว่า

พร้อมกันนี้ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งระบบ ตั้งแต่ปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร การผลิต บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่ง กดดันต้นทุนผู้ประกอบการอย่างหนัก

หั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

ทั้ง 3 องค์กรประเมินว่า ปี 2569 การส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท หดตัว 7.3% โดยคาดว่าไตรมาส 2 จะหดตัวรุนแรงที่สุดถึง -17.7% ก่อนทยอยฟื้นในครึ่งปีหลัง หากสถานการณ์ไม่ลุกลาม

ตลาดที่คาดว่าจะหดตัวสูงสุดคือ “ตะวันออกกลาง” ถึง -50.7% จากข้อจำกัดด้านเส้นทางขนส่ง ขณะที่สหรัฐ คาดหดตัว -12.8% หลังพฤติกรรมกักตุนสินค้าเริ่มลดลง และผลกระทบภาษีเริ่มชัดเจน

ส่วนตลาดที่ยังมีโอกาสเติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%) จากแรงหนุนด้านความมั่นคงอาหาร

โครงสร้างส่งออกเปลี่ยน พึ่งตลาดใหม่มากขึ้น

ข้อมูลย้อนหลังสะท้อนว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไทยปรับโครงสร้างตลาดส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ โดยพึ่งพาตลาดภูมิภาค และตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 70% จากเดิม 48% ขณะที่ตลาดประเทศพัฒนาแล้วลดลงเหลือ 30%

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ไทยยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง โดยมีส่วนแบ่งตลาดโลกเพียง 2.14% และอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก แม้การค้าอาหารโลกจะยังเติบโตต่อเนื่อง

“Future Food” เครื่องยนต์ใหม่โตต่อเนื่อง

แม้ภาพรวมชะลอตัว แต่ “อาหารอนาคต (Future Food)” ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าส่งออกเพิ่มจาก 79,525 ล้านบาท เป็น 134,468 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 11.1% ต่อปี

ปัจจุบันมีสัดส่วนราว 8.9% ของการส่งออกอาหารทั้งหมด โดยกลุ่มหลักคือ อาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness) ที่มีสัดส่วนกว่า 90% ขณะที่กลุ่มโปรตีนทางเลือก และอาหารอินทรีย์ยังเติบโตชะลอ สะท้อนข้อจำกัดด้านต้นทุน และเทคโนโลยี

เอกชนแนะเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เร่งบริหารโลจิสติกส์

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการควรเร่งบริหารความเสี่ยง โดยหลีกเลี่ยงการขนส่งผ่านพื้นที่เสี่ยง และประสานหน่วยงานรัฐเพื่อนำสินค้ากลับประเทศ และส่งออกใหม่

อย่างไรก็ตาม ยังมองเห็น “โอกาส” ในระยะถัดไป เนื่องจากหลายประเทศในตะวันออกกลางพึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงถึง 50–90% ซึ่งไทยสามารถกลับเข้าไปทำตลาดได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

ชี้ “วิกฤติคือโอกาส” ดันอาหารแปรรูป-นวัตกรรม

ด้านดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ส.อ.ท. ระบุว่า แม้การส่งออกอาหารไทยจะลดลงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังมี “Rising Star” อย่างอาหารแปรรูปและอาหารอนาคต ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่

โดยเฉพาะในบริบทสังคมผู้สูงวัยทั่วโลก ซึ่งความต้องการอาหารเฉพาะทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งการพัฒนาสินค้า High-Value ขยายตลาดใหม่ (Emerging Market) และใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดต้นทุน

ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังพยายาม “ตรึงราคา” เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงช่วงกลางปี อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับราคาในอนาคต

ท่ามกลางความผันผวนที่รุนแรง อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่ต้องเร่ง “ปรับโครงสร้าง-เพิ่มมูลค่า-กระจายความเสี่ยง” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกระยะยาว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์