วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ ย้ำวิกฤติรอบนี้หนัก สะเทือนโครงสร้างพลังงาน ประกาศเลิกอุ้มหว่านแห

‘เอกนิติ’ ย้ำวิกฤติรอบนี้หนัก สะเทือนโครงสร้างพลังงาน ประกาศเลิกอุ้มหว่านแห

“เอกนิติ” ย้ำวิกฤติรอบนี้หนักกว่าโควิด สะเทือนโครงสร้างพลังงานโลก เตือนโลกเปลี่ยนไทยต้องปรับ ประกาศเลิกนโยบายอุดหนุนแบบเดิม ชูยุทธศาสตร์ "3T" พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย เป็นผู้ชนะระเบียบโลกยุคใหม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "Resilient Growth" บนเวทีสัมมนา "Battle Strategy 2026 Winning the New World Order" ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ว่า โลกในปัจจุบันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และเผชิญกับวิกฤติพลังงานที่อาจรุนแรง และส่งผลกระทบหนักยิ่งกว่าช่วงวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากภาวะสงครามที่เข้าไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลก ทั้งแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน 

ทั้งนี้ การที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวสู่การเติบโตของเศรษฐกิจตามเป้าหมายอย่างยั่งยืนได้ จำเป็นต้องผสานพลังระหว่างภาครัฐ และกลไกตลาดทุน พร้อมยอมรับความจริงว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปเพื่อเร่งปรับตัวรับมือ 

นายเอกนิติ กล่าวว่า การที่ไทยจะเป็นผู้ชนะในระเบียบโลกยุคใหม่ จะต้องเตรียมพร้อมยุทธศาสตร์ 3 ด้าน หรือ "3T" ได้แก่ Target, Transition และ Transform

สำหรับยุทธศาสตร์แรกการมุ่งเป้า (Target) นายเอกนิติ กล่าวว่า จากวิกฤติราคาพลังงานทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวจาก 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภาครัฐจึงไม่สามารถใช้วิธีอุดหนุนราคาน้ำมันแบบหว่านแหได้อีกต่อไป เนื่องจากทุกประเทศต่างมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และไม่มีใครสามารถเอาชนะกลไกตลาดได้ 

“รัฐบาลมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการอุดหนุนราคาในภาพรวม ไปสู่การช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง (Target) ตรงไปยังกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มผู้ขนส่งที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง” 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องตั้งเป้าหมายในการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ประกอบด้วย 1.การยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูง (Smart Agriculture) อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารที่ไทยมีศักยภาพติดอันดับท็อป 5 ของโลก 

2.อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ฐานการผลิตตลอดจนห่วงโซ่อุปทานเริ่มย้ายมาตั้งในไทยแล้ว 3.ธุรกิจเวลเนส และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พร้อมกันนี้ยังต้องมุ่งดึงดูดกลุ่มคนเก่ง และผู้มีรายได้สูงเข้ามาพำนัก และทำงานในไทย โดยไม่ต้อนรับกลุ่มธุรกิจสีเทา 4.อุตสาหกรรมเอไอ จากการหารือร่วมกับรองประธานบริษัทไมโครซอฟท์ ได้รับคำยืนยันว่าจะมีการตัดสินใจลงทุนเพิ่มในไทยอีกไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 2 ปีนับจากนี้ เนื่องจากไมโครซอฟท์มองเห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งการลงทุนที่ปลอดภัย และมีโอกาสอีกมาก

ด้านยุทธศาสตร์ที่สองส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด (Green Energy) ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในสภาวะที่ราคาพลังงานฟอสซิลจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลางถูกทำลายไปมาก 

“ปัจจุบันพลังงานสะอาดไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) แต่คือ ความมั่นคงปลอดภัยด้านพลังงาน (Security) ของชาติ” 

ทั้งนี้ ภาครัฐ และเอกชนจึงต้องเร่งเดินหน้าลงทุนในโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) และโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) รวมถึงการลงทุนขยายระบบสายส่งไฟฟ้า 

นายเอกนิติ กล่าวว่า ภาครัฐต้องเปิดโอกาสให้มีการรับซื้อไฟฟ้าทางตรง (Direct PPA) เพื่อให้ทั้งภาคธุรกิจ และภาคประชาชนสามารถลดค่าใช้จ่าย และสามารถสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าย้อนกลับคืนให้รัฐได้ 

โดยกลไกตลาดทุนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund: TFFIF) เพื่อนำรายได้ค่าผ่านสายหรือรายได้จากการขายไฟฟ้าในอนาคตมาเป็นสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะมารองรับการเปลี่ยนผ่านนี้ 

นอกจากนี้ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังมีนโยบายสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติที่มีการลงทุนโดยตรง (FDI) หรือบริษัทใหม่ระดับโลกที่เข้ามาตั้งฐานในไทย สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยแบบ Dual Listing ผ่านช่องทาง Fast Track เพื่อเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทยโดยตรง

ยุทธศาสตร์สุดท้ายคือ การเร่งปฏิรูป (Transform) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤติสังคมผู้สูงอายุ และปัญหาความขาดแคลนแรงงาน โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นเครื่องทุ่นแรงเพื่อยกระดับขีดความสามารถ (Productivity) ของคนไทย 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาบูรณาการร่วมกับโครงการ "คนละครึ่งพลัส" เฟสใหม่ ซึ่งกำลังหารือร่วมกับกระทรวง และธนาคารกรุงไทย เพื่อช่วยปฏิรูปผู้ประกอบการรายย่อย เช่น แม่ค้าขายส้มตำ ให้สามารถใช้งาน AI ได้อย่างเป็นธรรมชาติเพียงแค่กดปุ่มเดียว 

“ระบบ AI ดังกล่าวจะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ยอดขาย เจาะลึกช่วงเวลาที่ขายดี และช่วยบริหารจัดการต้นทุน ไปจนถึงการจัดทำงบดุลเบื้องต้น ซึ่งจะปูทางให้คนตัวเล็กตัวน้อยสามารถประเมินรายได้ และนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อในระบบราชการได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ”

ขณะเดียวกันจะต้องเร่งให้เกิดการปฏิรูปภาครัฐ นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์ไม่ได้มาเพื่อลงทุนด้านดาต้าเซนเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนการนำ AI มาใช้งานจริง โดยได้ตั้งเป้าหมายในระยะเวลา 6 เดือน ให้กระทรวงการคลัง และบีโอไอทำหน้าที่เป็นหน่วยงานต้นแบบ (Sandbox) ในการนำ Agentic AI เข้ามาช่วยปฏิบัติงานแทนบุคลากร เพื่อเป็นแม่บทในการยกระดับการทำงานของภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล 

รวมไปถึงการเตรียมผลักดันบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนระยะยาว หรือ TISA (Thailand Individual Saving Account) ร่วมกับหน่วยงานในตลาดทุน เพื่อสร้างแหล่งเงินออมให้ประชาชนพร้อมรับมือกับความผันผวนของโลก

นายเอกนิติ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมปรับตัวให้ทันสถานการณ์ และยังคงดันทุรังใช้นโยบายอุดหนุนแบบเดิม ประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงแค่ผู้พ่ายแพ้ (Loser) แต่จะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติซ้อนวิกฤติ ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งเครื่องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Target, Transition และ Transform ให้รวดเร็วกว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อสร้างความยืดหยุ่นแข็งแกร่ง และนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์