ความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน2” เข้ามาบริหารประเทศท่ามกลางวิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันการตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เรียบร้อยก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ รวมถึงยืนยันพร้อมด้านนโยบายรัฐบาล
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 7-9 เม.ย.2569 โดยมีคำแถลงนโยบาย 20-30 หน้า มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในชื่อ “Thailand 10 Plus” ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หาเสียงผสมกับนโยบายพรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรคเพื่อไทย (พท.)
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายสูงสุดให้ GDP ขยายตัวเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี โดยแบ่งทิศทางการบริหารประเทศออกเป็นยุทธศาสตร์นโยบาย 4 ด้าน และแผนการรับมือวิกฤตการณ์อีก 4 มิติ ดังนี้
1.) นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) รัฐบาลมุ่งเน้นดูแลประชาชนทุกระดับเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผ่านนโยบาย “คนตัวเล็ก Plus” ที่เข้ามาช่วยลดภาระค่าครองชีพเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการตรึงค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วยสำหรับ 200 ยูนิตแรก พร้อมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เพื่อคัดกรองผู้มีรายได้น้อยตัวจริง
ขณะเดียวกันเตรียมนโยบาย “SME Plus” สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และสร้างกลไกค้ำประกันรูปแบบใหม่เพื่อเติมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย
นอกจากนี้ เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ด้วยนโยบาย “เศรษฐกิจสูงวัย Plus” โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่นายจ้างที่รับผู้สูงอายุเข้าทำงาน และเร่งสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
2.) นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Growth) โดยเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่การปฏิรูปโครงสร้างประเทศระยะยาว เริ่มจากการยกระดับทุนมนุษย์ด้วยนโยบาย “การศึกษาเท่าเทียม Plus (Skill Bridge)” ที่สร้างแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ฟรีร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้แนวคิดเรียนฟรีมีงานทำ เพื่อเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) ให้ตรงกับตลาดงานยุคใหม่
ควบคู่ไปกับนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียว Plus” ที่เร่งเป้าหมาย Net Zero ให้สำเร็จภายในปี 2050 ส่งเสริมโซลาร์เซลล์ชุมชน และสร้างมาตรฐานสินค้าเขียวเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก
ด้านการลงทุน ผลักดันนโยบาย “การลงทุน Plus” ผ่านการตั้งกองทุน Thailand Future Fund เพื่อระดมทุนโดยไม่กระทบหนี้สาธารณะ และเร่งปลดล็อกโครงการลงทุนค้างท่อ (Thailand Fast Pass) มูลค่ากว่า 8.4 แสนล้านบาทให้เกิดขึ้นจริง
พร้อมใช้ระบบรื้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อน (Regulatory Guillotine) เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุน นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย “Trade Plus” ที่เน้นการเจรจาการค้าเชิงรุก และใช้ระบบการค้าต่างตอบแทน (Barter Trade) เช่น การนำสินค้าเกษตรไปแลกกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ตามบริบทของตลาดโลก
เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้
3.) นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจัดการหนี้ (Quick Big Win) รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้อง และอัดฉีดเม็ดเงินอย่างเร่งด่วน โดยนำโครงการ “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” มาต่อยอดเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเจาะจงกลุ่มที่ตกหล่น และร้านค้าขนาดเล็กในเฟสแรก พร้อมเพิ่มทักษะการค้าออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ
ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้สินจะเดินหน้านโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้พลัส” เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 100,000 บาท ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ และพักดอกเบี้ยระยะสั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนกลับมามีประวัติการเงินดี และเข้าถึงแหล่งทุนได้อีก
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังเตรียมนโยบายส่งเสริมการออมระยะยาว (TiSA) ซึ่งเป็นการพัฒนาบัญชีออมเงินส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผล เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนไว้ใช้ในยามเกษียณ
ดันอุตสาหกรรมสร้างรายได้
4.) นโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในการสร้างรายได้เข้าประเทศ ประกอบด้วย
กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อาหารแห่งอนาคต และเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ที่ใช้เทคโนโลยียกระดับสินค้าสู่เกรดพรีเมียม กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อย่าง Data Center, Cloud Service, แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (PCB) และอุตสาหกรรมควอนตัม
นอกจากนี้สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่องครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการส่งเสริม ภาคบริการมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรม Wellness และการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
วางนโยบายรับมือภัย 4 ด้าน
ส่วนนโยบายการรับมือภัย 4 ด้าน รัฐบาลเตรียมแผนเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ปัจจุบัน และอนาคต ได้แก่
1.) ภัยธรรมชาติ ได้แก่ กองทุนภัยพิบัติ โดยรัฐบาลมีนโยบายจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ทุกครัวเรือน (1,000 บาท) หากเกิดภัยพิบัติ และพบความเสียหายจะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท นอกจากนี้มีเทคโนโลยีนำระบบ AI Plus มาพยากรณ์ และแจ้งเตือนภัยธรรมชาติที่ละเอียดระดับตำบล
2.) ภัยทางเศรษฐกิจ รัฐบาลกำหนดนโยบายการจัดการวิกฤติพลังงาน เช่น มาตรการรับมือน้ำมันขาดแคลน และราคาผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยการปล่อยลอยตัวราคาดีเซลบางส่วน และใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคา
รวมถึงปราบปรามทุนสีเทา โดยแก้ไขกระบวนการงบประมาณเพื่อป้องกันธุรกิจสีเทา เช่น ธุรกิจศูนย์เหรียญ และเพิ่มประสิทธิภาพระบบ E-procurement เพื่อความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
3.) ความมั่นคง รัฐบาลมีนโยบายสร้างกำแพงเพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทางทหาร อาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ และยาเสพติด ส่วนความมั่นคงทางไซเบอร์ รัฐบาลยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของฐานข้อมูลภาครัฐ และป้องกันการจารกรรมข้อมูล
4.) ด้านสังคม รัฐบาลมีนโยบายสร้างกลไกระดับสังคมป้องกันยาเสพติด โดยตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดให้ครบทุกอำเภอ และจัดทำกลไกดูแลสุขภาพระดับชุมชนหมู่บ้าน ผ่านนโยบายสาธารณสุขเชิงรุก โครงการ “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา” เพื่อดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางถึงบ้านในแต่ละครัวเรือน
พท.ดัน‘เรือธงใหม่’5 กระทรวง
สำหรับนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ที่ส่งให้พรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยที่รวบรวมนโยบายจากทุกพรรค เพื่อนำไปพิจารณา และจัดหมวดหมู่แถลงนโยบายรัฐบาล
ทั้งนี้ คัดเลือกจาก 5 กระทรวงด้านสังคมที่ได้โควตาคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน
พรรคเพื่อไทยจะขับเคลื่อนนโยบาย “คนไทยไร้จน” Minimum Income Guarantee เพื่อคนไทยต้องมีรายได้ต่อเดือน 3,000 บาท เพราะเส้นความยากจนอยู่ที่ 3,074 บาท ใครต่ำกว่านี้รัฐบาลจะเติมให้จนเต็มรายได้ขั้นต่ำต่อเดือน
พร้อมทั้งเสนอกฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มุ่งพัฒนาคนให้ทันโลก โดยทำไปพร้อมการเสนอ พ.ร.บ.กองทุนมนุษย์ จัดตั้ง Productivity Superboard ร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเชื่อมตลาด และทักษะแรงงานในอนาคตเข้าสู่ระบบการศึกษา ทั้งยังมุ่งพัฒนาคุณภาพครู และนักเรียน พร้อมสรุปความสำคัญของการศึกษาคือ การพัฒนาคนให้พร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงได้
เชื่อมโยงการศึกษา-แรงงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการได้โควตาเฉพาะกระทรวงด้านสังคม ทำให้พรรคเพื่อไทยปรับนโยบายเรือธงใหม่หันมาเน้นความสำคัญงานด้านสังคมเพื่อสร้างผลงาน โดยวางบทบาท 3 สส.บัญชีรายชื่อแกนนำพรรค คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค เป็นคีย์แมนสำคัญ
โดยมีบทบาทผลักดันนโยบายเฉพาะหน้ากำหนดยุทธศาสตร์ และแผนงานเพื่อให้เชื่อมกันแบบไร้ร้อยต่อ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงแรงงาน
โดยพรรคเพื่อไทยจะชูนโยบายเรือธงพลิกโฉมการศึกษา ผ่านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งนายยศชนันเตรียมเสนอร่างกฎหมาย 47 ฉบับ เพื่อเป็นหัวใจ และรากฐานของการยกระดับประเทศ โดยมุ่งเน้นการลงทุนกับมนุษย์หรือทุนมนุษย์
1.ยกระดับการผลิต และพัฒนาครู ดึงดูดคนเก่งจากทุกสาขาวิชามาเป็นครู ลดภาระงานครู สร้างสภาพแวดล้อมให้ครูสอนดี มีเวลาให้นักเรียน วางระบบการประเมินศักยภาพครูอย่างเข้มข้น ตรงจุด แต่ไม่เพิ่มภาระให้ครู
2.นักเรียนเป็นศูนย์กลางยกระดับหลักสูตร ยืดหยุ่น สร้างสมรรถนะ ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน โรงเรียนต้องปลอดภัย จบปัญหาละเมิดสิทธิ ส่งเสริมสวัสดิภาพนักเรียน
3.เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับวิธีการจัดสรรงบให้เป็นธรรม ลดภาระผู้ปกครอง ป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบ และ 4.กำหนดทิศทางพัฒนาทุนมนุษย์ เชื่อมโยงตลาดแรงงาน มีธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ ( National Credit Bank ) เพื่อปรับทักษะแรงงาน
นโยบายหลักข้างต้น เป็นการนำเสนอเบื้องต้น ผ่านชุดกฎหมายนำร่อง 10 ฉบับ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน และดูแลด้านความปลอดภัย
ชงร่าง กม.สู่สภาฯ หนุนนโยบาย
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เปิดประชุมสภาฯ พรรคเพื่อไทยได้ทยอยนำเสนอร่างกฎหมายกว่า 10 ฉบับ เพื่อรอบรรจุเข้าสู่วาระประกอบด้วยร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรมร่าง พ.ร.บ.โรงแรม และสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์
รวมทั้งสัปดาห์นี้จะเสนออีก 6 ฉบับ เป็นชุดเกี่ยวกับการศึกษา และแรงงานประกอบด้วยร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ร่าง พ.ร.บ.การเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมเป็นต้น
นายยศชนัน ระบุถึงเหตุจำเป็นว่า“หลาย พ.ร.บ.ที่ปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจจำเป็นต้องแก้ไข รวมถึงปัญหาทางสังคมด้วยการเข้ามาทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลง ก็มีความจำเป็นที่ต้องดูแลอย่างทั่วถึง กับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย”
ประกันกำไรสินค้าเกษตร-รายได้คนจน
สำหรับนโยบายหลัก ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้โปรโมตนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% โดยพรรคเพื่อไทยจะผลักดันผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่ รมว.เกษตรฯ กำกับดูแล
ส่วนอีกนโยบายเรือธงผ่านกระทรวงพัฒนาสังคมฯ คือ โครงการคนไทยไร้จน โดยนายจุลพันธ์ เคยอธิบายถึงนโยบายนี้เพื่อผลักดันคนไทยที่มีรายได้ไม่ถึง 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน โดยรัฐบาลเติมเงินให้ถึงเส้นความยากจนหากรายได้ทั้งปี ต่ำกว่า 36,000 บาท รัฐบาลจะเติมส่วนที่ขาด ให้มีรายได้รวมถึง 36,000 บาททันที ขาดเท่าไร เติมให้เท่านั้น แต่นโยบายนี้ต้องยื่นสิทธิผ่านระบบภาษี
"เรามีนโยบายคนไทยไร้จน เพราะการทำเรื่อง Minimum Income Guarantee คือ การยืนยันว่าคนไทยต้องมีรายได้ต่อเดือน 3,000 บาทเพราะเส้นความยากจนอยู่ที่ 3,074 บาท ใครต่ำกว่านี้ เราจะเติมให้จนเต็ม “หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุ
นโยบายนี้ สส.เพื่อไทยจะร่วมกันสนับสนุนผ่าน รมว.พัฒนาสังคมฯ เพื่อผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยเชื่อว่าจะสามารถผลักดันเป็นผลงานเพื่อต่อยอดการเมืองในอนาคตได้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





