สถานการณฺ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวครั้งสำคัญ เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน รวมถึงปัญหาซัพพลายเชนโลกที่กำลังสะเทือนถึงผู้ผลิตในไทย ในขณะที่การลงทุนระหว่างประเทศยังเป็นโอกาสของไทย
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบตะวันออกกลาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569 โดย GDP อาจไม่ดีนัก
ทั้งนี้ เป็นเพราะช่วงต้นทุนการผลิตสูงขึ้นชัดเจน หลังจากรัฐบาลเคยอุดหนุนราคาน้ำมันในไตรมาส 1 ปี 2569 แม้ภาคเอกชนรายใหญ่จะพยายามคงราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ SME แต่หากสงครามอิหร่านลากยาวถึงไตรมาส 3-4 จะกลายเป็นวิกฤติรุนแรงกว่าเดิม
“หากสงครามจบภายในกลางปีนี้ สถานการณ์ยังพอรับมือได้ แต่ถ้าลากยาวถึงปลายปีจะกระทบ GDP แน่นอน และอาจเห็นหลายโรงงานปิดตัวเพราะไม่มีวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งสะเทือนทั้งซัพพลายเชนโลกไม่ใช่แค่ไทย”
นอกจากนี้ การทำลายโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่สงครามอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูถึง 3-4 ปี จะส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นระยะยาว
ลงทุนอาเซียนสดใส “สหรัฐ” พาเหรดเข้าไทย
ทั้งนี้ ในวิกฤติยังมีโอกาส โดยเฉพาะในอาเซียนและไทยที่คาดว่าเกิดการลงทุนครั้งใหญ่ สำหรับ WHA Group พบสัดส่วนนักลงทุนเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะนักลงทุนจากสหรัฐขยายตัวเร็วจาก 10% เพิ่มเป็น 16% ภายในเพียง 2-3 ปี
รวมทั้งส่วนใหญ่เข้ามาลงทุน Data Center ที่กว้านซื้อที่ดินระดับ1,000 ไร่ ขณะที่นักลงทุนกลุ่มอื่น เช่น จีน ญี่ปุ่นและยุโรป ยังรักษาสมดุลได้ดีในไทย ซึ่งต่างจากเวียดนามที่ปัจจุบันส่วนใหญ่กระจุกในกลุ่มทุนจีนเป็นหลัก
รวมทั้งเชื่อว่าหากรัฐบาลและภาคเอกชนผนึกกำลังกัน (Public-Private Partnership) จะนำพาไทยรอดพ้นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ได้
เผย “ความไม่แน่นอน” คือศัตรูนักลงทุน
นางสาวจรีพร กล่าวว่า WHA Group เตรียมพร้อมอย่างเข้มข้น โดยสั่งการให้ทีมบริหารจัดทำแบบจำลองสถานการณ์ (Scenario Planning) ไว้ 3 รูปแบบ คือ แผนรับมือในระยะ 1 เดือน, ระยะ 6 เดือน และระยะ 1 ปี เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นวงกว้าง หากสงครามลามเป็นสงครามโลก (Global War)
สำหรับปัญหาใหญ่ที่นักลงทุนกังวลไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือความไม่แน่นอน (Uncertainty) โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูงอย่างตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น Data Center ที่ใช้เงินลงทุนระดับหมื่นล้านบาท ถึงหลักแสนล้านบาท
“นักลงทุนไม่ชอบความเสี่ยง หากเขาต้องลงเงินเป็นหมื่นล้านบาทแล้วเสี่ยงถูกโจมตี เขาจะมองหาพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งตรงนี้ถือเป็นโอกาสของไทยและอาเซียนที่จะกลายเป็นเป้าหมายหลักในการย้ายฐานการลงทุน Data Center เข้ามาเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม”
ทั้งนี้ จากการร่วมประชุมกับนักลงทุนชาวจีนที่ฮ่องกงเมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่กังวลสงครามเท่ากับเรื่องภาษีและปัญหาเศรษฐกิจและสถานการณ์การเมืองภายในของจีน ที่ส่งผลให้เกิดการกระจายความเสี่ยงออกมาอาเซียนมากขึ้น ซึ่งไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หรือ Rising Star of ASEAN ที่จะได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตในรอบนี้อย่างมีนัยสำคัญ
กางแผนรับมือต้นทุนพุ่ง มั่นใจรายได้ยังแกร่ง
ส่วนของผลกระทบต่อ WHA Group ยอมรับว่าราคาพลังงานสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุน แต่มีการบริหารจัดการที่รัดกุม อาทิ
1.ธุรกิจโลจิสติกส์ แม้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น แต่เน้นการให้เช่าคลังสินค้าและโรงงาน (Built-to-Suit) ซึ่งมีการเซ็นสัญญาล่วงหน้าไว้แล้วจึงไม่ได้รับผลกระทบจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ณ ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามได้ประเมินว่าค่าขนส่งที่พุ่งสูงอาจกระทบต้นทุนก่อสร้างใหม่ประมาณ 6% ซึ่งหากลูกค้าต้องการเร่งงานอาจต้องยอมรับอัตราค่าเช่าที่สะท้อนต้นทุนจริง
2.ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ยังมียอดขายที่ดี และมีการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มีนโยบายชัดเจนที่จะขายที่ดินให้กับผู้ที่เข้ามาลงทุนจริงเท่านั้น ไม่ขายให้กับกลุ่มที่ซื้อเพื่อเก็งกำไร (Stock) เพื่อให้เกิดการจ้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง
3.ธุรกิจพลังงานและน้ำ สิ่งที่ต้องจับตาคือค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หากรัฐบาลไม่ปรับค่า Ft ให้สอดคล้องกับต้นทุนการนำเข้าก๊าซ LNG ที่เพิ่มขึ้น อาจกระทบต่อกำไรในส่วนที่ขายให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) แต่ในส่วนของ IPP นั้นไม่มีผลกระทบเนื่องจากเป็นการส่งเข้าไฟระบบกริดทั้งหมด
อาเซียนขึ้นแท่น “แผนหลัก” ดึงดูดการลงทุนโลก
นางสาวจรีพร กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนปัจจุบันอาเซียนไม่ได้เป็นเพียงแผนสำรองในการกระจายความเสี่ยงอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นแผนหลักของนักลงทุนทั่วโลกที่มองหาพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นภูมิภาคที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเป็นฐานการผลิตและแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ
ในปีที่ผ่านมาไทยดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรกรอบ 10 ปีที่ไทยกลับมาเอาชนะเวียดนามได้ เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงเสนอแนวคิดการสร้างบุญใหม่ต่อยอดจากบุญเก่าหรือโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่เข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นไปที่ 6 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่
1.Global Food Innovation Hub พัฒนาจากการส่งออกสินค้าเกษตรแบบเดิมไปสู่นวัตกรรมอาหาร
2.High-value Experience Tourism ปรับจาก Mass Tourism สู่การท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าสูง
3.Global Medical and Longevity Hub ใช้ความแข็งแกร่งด้านสุขภาพและ Wellness เป็นจุดขาย
4.Global Green Supply Chain ยกระดับภาคการผลิตไปสู่ระดับโลกด้วยมาตรฐานสีเขียว
5.AI Infrastructure พัฒนาจากการเป็นเพียงผู้ใช้ AI หรือเป็นแค่ฐาน Data Center ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการพัฒนาแอปพลิเคชัน
6.Financial Sector การพัฒนาภาคการเงินให้น่าสนใจเพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ (Expats),
ปรับตัวสู่ Smart Eco-Industrial Estate
ส่วน WHA Group ได้ปรับตัวเพื่อรองรับ New Economy อย่างเต็มรูปแบบ โดยพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้เป็น Smart Eco-Industrial Estate ที่นำเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาดมาใช้
รวมถึงการขยายธุรกิจไปสู่ Green Mobility เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งความพร้อมนี้เองที่ทำให้ดึงดูดลูกค้ายักษ์ใหญ่ในกลุ่ม EV และ Data Center เข้ามาลงทุนในนิคมฯ ได้ต่อเนื่อง
“ยังมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลางและระยะยาว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ และความกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น เม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ และปุ๋ยเคมีสำหรับภาคการเกษตร เราได้มีการทำแผนรับมือไว้ล่วงหน้าเพื่อบริหารจัดการต้นทุนก่อสร้างและค่าไฟให้กระทบธุรกิจน้อยที่สุด”
ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าไทยยังมีโอกาสอีกมหาศาล หากทุกคนหันมาช่วยกันคิดและสร้างสรรค์ แทนการตำหนิหรือสร้างข่าวในเชิงลบ พร้อมทั้งฝากถึงรัฐบาลและสื่อมวลชนให้นำเสนอข่าวดีเกี่ยวกับการลงทุนให้มากขึ้น เพื่อสร้างความหวังให้กับประชาชน “ใครก็แซงเราไม่ได้” ถ้าเราทำตัวของเราให้ดี และไม่ทำลายตัวเองจากภายใน





