ดร.ณัฐ ธารพานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป่วยอึ๊งภากร เปิดเผยถึงผลวิจัย “คลื่นมาตรการอุตสาหกรรมโลก: นัยและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจการค้าไทย” โดยระบุว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากในช่วงที่ผ่านมามักได้ยินคำว่า “สงครามการค้า” ที่สะท้อนผ่านการขึ้นภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้า
ขณะที่ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของการแข่งขันที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิตและการค้าระหว่างประเทศในระยะยาวมากกว่าภาษีแบบเดิม คือ “มาตรการอุตสาหกรรม” ซึ่งครอบคลุมเครื่องมือทางนโยบายที่หลากหลาย เช่น เงินอุดหนุน ข้อกำหนดด้านการผลิตในประเทศ และมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตภายในประเทศเท่านั้น
โดยหลักฐานเชิงประจักษ์สะท้อนว่า จำนวนมาตรการอุตสาหกรรมทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังปี 2019 จากเฉลี่ยประมาณ 1,100 มาตรการต่อปี เป็นเกือบ 1,900 มาตรการต่อปีในช่วง 2022–2024 โดยส่วนใหญ่เป็นการออกมาตรการของสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็นราว 60% ของมาตรการทั้งหมด ซึ่งมีนัยสำคัญต่อประเทศที่พึ่งพาการค้าอย่างประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดร.ณัฐ ยังระบุด้วยว่า สำหรับประเทศไทย ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออก แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงกติกาโลก โดยพบว่ามาตรการอุตสาหกรรมทั่วโลกครอบคลุมมูลค่าการส่งออกของไทยประมาณ 2.3 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 67.5% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2025 ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าสูง โดยกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ยานยนต์ แผงวงจรรวม อุปกรณ์สื่อสาร และเคมีภัณฑ์พื้นฐาน
อีกทั้งเมื่อพิจารณาในเชิงรายตลาด สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ อยู่ในกลุ่มสินค้าที่แข่งขันโดยตรงกับสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ขณะที่การส่งออกไปจีนมูลค่าประมาณ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการเผชิญกับความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้ ลักษณะสำคัญของมาตรการอุตสาหกรรมยุคใหม่ คือ การใช้เงินอุดหนุนในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากมาตรการภาษีที่มักมีผลในระยะสั้น โดยพบว่ามาตรการอุดหนุนส่วนใหญ่มีระยะเวลามากกว่า 1 ปี และมีลักษณะของการตอบโต้กันแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” โดย 70–80% ของมาตรการอุดหนุนใหม่ถูกประกาศภายใน 12 เดือน หลังจากประเทศอื่นเริ่มใช้นโยบายในอุตสาหกรรมเดียวกัน
รวมทั้งยังมีเป้าหมายของมาตรการที่เปลี่ยนจากการรักษาสิ่งแวดล้อม และการแก้ไขความล้มเหลวของตลาด ไปสู่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยในปี 2025 มาตรการที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของจีนและสหรัฐฯ มีสัดส่วนถึง 44% และ 63% ตามลำดับ สะท้อนว่านโยบายเศรษฐกิจได้ถูกผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลต่อความท้าทายด้านเศรษฐกิจมากกว่าสงครามการค้าที่เคยเกิดขึ้น
ดร.ณัฐ กล่าวต่อว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเริ่มสะท้อนผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายด้าน โดยไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าสินค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่การขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 และเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 27.7% ต่อปีตั้งแต่ปี 2020
นอกจากนี้ในด้านราคา ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หดตัว –0.14% สะท้อนแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำ ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตในปี 2025 หดตัว –2.3% และอยู่ในแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยแนวโน้มเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า มาตรการอุตสาหกรรมของประเทศมหาอำนาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อการค้า แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยในหลายมิติ
ทั้งนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย จากเดิมที่เน้นการตั้งรับต่อแรงกดดันภายนอก ไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกที่สามารถรับมือกับการแข่งขันในยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางเสนอต่อรัฐบาล แบ่งเป็น
ประการแรก การพัฒนาฐานข้อมูลเชิงลึกด้านมาตรการทางการค้าจะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและทันต่อสถานการณ์
ประการที่สอง การใช้เครื่องมือปกป้องและตอบโต้ทางการค้าภายใต้กรอบ WTO ควรถูกนำมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีการนำเข้าสินค้าที่ได้รับการอุดหนุน
ประการที่สาม ไทยควรยกระดับความลึกของความตกลงการค้าเสรี เนื่องจากหลักฐานชี้ว่า ความตกลงเชิงลึกสามารถเพิ่มการค้าสินค้าได้ประมาณ 25% และบริการประมาณ 30% ในระยะยาว
ประการสุดท้าย ไทยควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการกำหนดกติกาการค้าโลก โดยเฉพาะในประเด็นใหม่ เช่น เงินอุดหนุน ความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน และการค้าดิจิทัล





