วันนี้ (30 มี.ค.69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าว ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงการติดตามสถานการณ์พลังงานท่ามกลางความผันผวนจากวิกฤติตะวันออกกลาง ว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังพุ่งสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
โดยราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงขึ้นถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 72% ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์สู้รบ ขณะที่น้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ปัจจุบันอยู่ที่สูงกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าปกติเกินกว่า 2 เท่า
อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคยังถือว่าปรับราคาขายปลีกขึ้นน้อยกว่า โดยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไทยอยู่ที่ 38.90 บาทต่อลิตร หรือปรับเพิ่มขึ้น 30%
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E10 อยู่ที่ 41.05 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤติ ซึ่งถือว่าปรับขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับราคาตลาดโลกที่พุ่งไปกว่า 200%
ส่วนในประเทศมาเลเซีย มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลสูงถึง 90% โดยราคาเฉลี่ยพุ่งไปอยู่ที่ประมาณ 45.41 บาทต่อลิตร เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์เพิ่มขึ้นกว่า 54%
ขณะที่ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว เผชิญกับการปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างรุนแรง โดยราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศพุ่งสูงขึ้น มากกว่า 100%
สำหรับการบริหารจัดการค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทยอยู่ในกรอบเฉลี่ยบวก/ลบไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร ยกเว้นบางวันที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนมาก
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้เน้นย้ำให้มีการยกระดับการตรวจสอบสต๊อก และมาตรการป้องกันขาดแคลน โดยกระทรวงพลังงานยังได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมัน โดยบังคับให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 ต้องรายงานสต๊อก และราคาต่อกรม ธุรกิจพลังงานทุกวันภายในเวลา 18:00 น. พร้อมใช้ระบบการตรวจคลังสินค้า (Stockpile) และ API Gateway เพื่อติดตามปริมาณน้ำมันคงเหลือแบบ Real-time จากคลังน้ำมัน 53 แห่งทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการรายงานผลการจับกุมผู้ลักลอบเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่ จ.สระบุรี ที่ตรวจพบน้ำมันกว่า 18,000 ลิตร และ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ตรวจพบอุปกรณ์น้ำมันกว่า 60 ถัง โดยการตรวจสอบนั้นเพื่อป้องปรามการกระทำผิดในช่วงวิกฤติ
สำหรับการส่งเสริมการใช้น้ำมันทางเลือก กระทรวงพลังงาน ได้ส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีส่วนต่างราคาถูกกว่า B7 ถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยกลุ่มผู้ประกอบการและประมง โดยเริ่มมีการจำหน่ายแล้วที่คลังบางจาก (พระโขนง) และคลังน้ำมันของ PTTOR ที่ จ.สงขลา และ จ.สระบุรี
โดยกระทรวงพลังงาน ได้มีการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทน้ำมัน และผู้ผลิตไบโอดีเซล รวมถึงสำนักงาน เศรษฐกิจการเกษตร กรมการค้าภายใน เพื่อมีการติดตามแนวโน้มผลผลิต และปริมาณของสต๊อกน้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง
เมื่อถามถึงสถานะของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันสถานะของกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 42,000 ล้านบาท จากการเข้าไปดูแลราคาน้ำมัน ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มจะติดลบเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีสถานะติดลบเพิ่มวันละ 1,300 ล้านบาท แต่รัฐบาลพยายามใช้หลายๆ มาตรการเข้ามาดูแลราคาน้ำมันซึ่งในระยะต่อไปจะมีการพิจารณาถึงการกู้เงินสำหรับเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันรวมทั้งแนวทางการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันบางส่วนด้วย
“ปัจจุบันแม้สถานะกองทุนน้ำมันจะติดลบ แต่รัฐบาลกำลังพิจารณาใช้มาตรการทางภาษี และกลไกอื่นๆ เพื่อดูแลราคาพลังงานให้ประชาชนเดินทางได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทาง และใช้น้ำมันจำนวนมาก”
เมื่อถามถึงเรื่องของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศไทย นายวีรพัฒน์ ยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรอง ซึ่งรวมที่อยู่ระหว่างการขนส่งเพียงพอสำหรับใช้ได้นานถึง 106 วัน หากเกิดกรณีที่ไม่สามารถจัดหาเพิ่มได้เลย
อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามความเสี่ยงจากการที่สหรัฐ อาจโจมตีเกาะคาร์กของอิหร่าน และการปิดทะเลแดงโดยกลุ่มฮูตี (Houthi) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาพลังงานในขณะนี้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





