ท่ามกลางสมรภูมิสงครามการค้าโลกที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้คลื่นสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศทะลักเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง กดดันผู้ผลิตในประเทศโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุน และสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากร ในฐานะด่านหน้าของระบบเศรษฐกิจได้เตรียมจัดทำนโยบายภาพใหญ่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการบูรณาการให้สอดรับกับนโยบาย "10 Plus" ที่เป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
ซึ่งได้มีการหารือร่วมกับตัวแทนภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อรับฟังความต้องการและนำมาสู่การตกผลึกเป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ 4 ข้อที่จะสามารถแก้ปัญหาและช่วยเหลือภาคธุรกิจได้ตรงจุด
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ในการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อการอำนวยความสะดวกทางการค้า อย่างไรก็ดี ในโลกการค้ายุคดิจิทัลที่มีสินค้าราคาถูกจำนวนมากถูกบรรจุเป็นพัสดุกล่องย่อยส่งตรงจากต่างประเทศถึงมือผู้ซื้อชาวไทยโดยได้รับสิทธิยกเว้นภาษีแต่กลับไม่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจไทยเลย จึงกลายเป็นรอยรั่วสำคัญของระบบเศรษฐกิจ
“การนำเข้าลักษณะนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์หรือมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจไทยเลย เนื่องจากกลุ่มผู้ค้าต่างชาติไม่ได้เข้ามาลงทุนเช่าโกดังสินค้า หรือว่าจ้างระบบขนส่งภายในประเทศเหมือนรูปแบบการค้าในอดีต”
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอุดช่องโหว่ดังกล่าว กรมศุลกากร ได้เริ่มพิจารณาจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่ 1 บาทแรก ซึ่งไม่เพียงสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ค้าในประเทศ แต่ยังเพิ่มการจัดเก็บรายได้รัฐเฉลี่ยเดือนละ 300 ล้านบาท
นอกจากนี้ กรมศุลกากร ยังได้มีการประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ เช่น TikTok, Temu, Shopee และ Lazada ให้เข้ามาอยู่ในระบบ โดยบังคับต้องแสดงราคาสินค้าหน้ากล่องพัสดุให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเทียบเคียง ป้องกันการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลบเลี่ยงภาษี รวมทั้งจะเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าจากรายย่อยที่ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มหลักอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศเป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จ กรมศุลกากรมีแนวคิดที่จะใช้อำนาจปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าพัสดุกล่องย่อยให้อยู่ในระดับเพดานสูงสุด ซึ่งปัจจุบันอัตราเพดานภาษีศุลกากรมีอยู่หลายอัตรา ทั้ง 30% และ 40% โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทพิกัดที่นำเข้า
“ยกตัวอย่างสินค้าที่ทำจากพลาสติก เช่น เคสโทรศัพท์มือถือที่เดิมอาจเคยเสียภาษีเพียง 5% ก็อาจจะถูกพิจารณาปรับขึ้นไปชนเพดานที่ระดับ 30% เพื่อให้ต้นทุนของสินค้านำเข้าสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น”
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน เนื่องจากกฎหมายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรปัจจุบันไม่อนุญาตให้จัดเก็บภาษีในอัตราเดียวครอบคลุมทุกสินค้า กรมศุลกากรจึงวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
โดยในระยะสั้นจะเลือกใช้กลไกและเครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่ เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบในการขยับเพดานภาษีก่อน จากนั้นจะทยอยขับเคลื่อนมาตรการในระยะต่อไป ควบคู่กับการศึกษาเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากรในระยะยาว





