อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยกำลังเผชิญ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” รุนแรงสุดรอบกว่า 40 ปี จากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ (Feedstock) อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่งและประกันภัยพุ่งแรง กดดันห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยเริ่มตั้งแต่ระยะที่ 1 (2523-2532) ที่ต้องการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก และมีการพัฒนาต่อเนื่องจนมีการผลิตต้นน้ำจนถึงกลางน้ำ
นายทศพร บุณยพิพัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยพึ่งการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซสัดส่วนถึง 60-70% เมื่อปิดเส้นทางดังกล่าวทำให้การนำเข้าวัตถุดิบสะดุดกระทบอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งระบบ และทำให้อุปทานเม็ดพลาสติกตลาดโลกตึงตัว
ทั้งนี้ จากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบทำให้ผู้ผลิตในประเทศลดกำลังการผลิต (Operating rate) ลงเฉลี่ย 25-30% เพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบที่มีจำกัด และรักษาความต่อเนื่องการเดินเครื่องจักร ขณะเดียวกันเผชิญแรงกดดันต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นทุนการผลิตรวมเพิ่มขึ้น 30-50% จากราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยพุ่งขึ้นตามความเสี่ยงในภูมิภาค
PP ตึงตัว ส่วน PE ยังประคองได้
รวมทั้งเมื่อเจาะลึกผลกระทบรายผลิตภัณฑ์ จะมีสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้
เม็ดพลาสติกพอลิโพรไพลีน (PP) เป็นวัตถุดิบสำคัญอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร เช่น ซองอาหารกึ่งสำเร็จรูป และถุงแกง เริ่มมีภาวะอุปทานตึงตัว เนื่องจากโรงงานบางแห่งหยุดผลิตตามวงจรวัตถุดิบ และหาแหล่งนำเข้าทดแทนไม่ได้ระยะสั้น
เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีน (PE) ใช้ผลิตถุงหูหิ้ว ฝาขวดน้ำ และท่อน้ำ ยังเดินเครื่องผลิตได้ตามแผน และมีศักยภาพเพียงพอในการส่งมอบให้ลูกค้าในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าบางส่วน
“คาดว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายต้นเดือนเม.ย.หลังผู้ผลิตบางรายเตรียมกลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์หลังซ่อมบำรุงใหญ่จะเพิ่มปริมาณวัตถุดิบเข้าระบบ และบรรเทาความตึงตัวของตลาด”
งัด 3 กลยุทธ์รับมือ ยึด “Domestic First”
ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบ และรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีประกาศ 3 แนวทางหลักบริหารจัดการวิกฤติ ได้แก่
1.Domestic First ให้ความสำคัญการจัดสรรเม็ดพลาสติกแก่ผู้ประกอบการในประเทศลำดับแรก เพื่อลดความเสี่ยงขาดแคลนในอุตสาหกรรมปลายน้ำ
2.รักษาความต่อเนื่องการผลิต โดยเร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งทางเลือกแม้ต้นทุนสูงขึ้น เพื่อคงแผนการผลิตล่วงหน้าอย่างน้อยถึงเดือนพ.ค.นี้
3.บริหารกระจายสินค้า ติดตามการส่งมอบใกล้ชิด ป้องกันขาดแคลนเฉพาะกลุ่ม พร้อมส่งสินค้าเกรดทดแทนให้ผู้แปรรูปไทยทั่วถึง
“อุตสาหกรรมไม่กักตุนสินค้าหรือฉวยขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล สต๊อกสินค้าปัจจุบันที่อยู่ระดับต่ำเป็นผลจากการแข่งขันสูงช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตไม่เน้นเก็บสินค้าคงคลังจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อเกิดภาวะความต้องการเพิ่มขึ้นพร้อมกันทำให้ภาพรวมตลาดดูเหมือนขาดแคลนทั้งที่เป็นผลจากโครงสร้างสต๊อกปรับตัวตามกลไกตลาด"
ทั้งนี้ ส.อ.ท.ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มกลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมประสานความร่วมมืออุตสาหกรรมพลาสติกต่อเนื่อง เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และผ่านพ้นสถานการณ์นี้โดยไม่กระทบผู้บริโภค
ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 2 ล้านดอลลาร์/เที่ยว
แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เปิดเผยว่า วิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะไทยพึ่งนำเข้าวัตถุดิบถึง 70% และส่วนใหญ่ผ่านเส้นทางฮอร์มุซที่เป็นคอขวดระบบพลังงานโลก
สถานการณ์ความไม่สงบทำให้เรือขนส่งพลังงานมีความเสี่ยงสูงทั้งเหตุโจมตี และการขู่ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ผู้เดินเรือจำนวนมากเลี่ยงเส้นทางนี้ หรือหากจำเป็นต้องผ่านต้องแบกรับค่าประกันภัย และค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบางกรณีมีต้นทุนเพิ่มถึง 2 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว
ทั้งนี้ ผลกระทบโดยตรงทำให้วัตถุดิบสำคัญ เช่น แนฟทา ส่งไม่ถึงโรงงานในไทยทำให้หลายโรงงานเริ่มขาดวัตถุดิบการผลิต โดยโรงงานโอเลฟินส์ในประเทศรับผลกระทบต่างกัน ซึ่งบางแห่งหยุดเดินเครื่องหรือลดกำลังการผลิตเพราะขาดแนฟทา และบางแห่งพยายามบริหารวัตถุดิบที่เหลือ และหาแหล่งนำเข้าใหม่ที่ไม่ผ่านพื้นที่ขัดแย้งเพื่อยืดเวลาผลิตให้ถึงเดือนพ.ค.2569
“ของขาด-ต้นทุนพุ่ง-ส่งออกไม่ได้” วิกฤติ 3 ด้าน
ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนแรงกดดัน 3 ด้านหลัก ได้แก่
1.ต้นทุนพุ่งรอบด้าน ด้วยราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ค่าขนส่ง และประกันภัยพุ่งสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นหลีกเลี่ยงไม่ได้
2.โลจิสติกส์สะดุด การขนส่งต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมใช้เวลานานขึ้น และมีต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลต่อการนำเข้าวัตถุดิบ และการส่งออก
3.การระบายสินค้าเริ่มติดขัด โรงงานในตะวันออกกลางบางแห่งส่งออกไม่ได้ทำให้เกิดการสะสมในคลัง (Tank) และกระทบการรับวัตถุดิบใหม่
ความเสี่ยง “ชัตดาวน์-ฟื้นตัวนาน”
อีกหนึ่งประเด็นที่ภาคธุรกิจกังวลคือ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หากโรงงานในพื้นที่เสี่ยงถูกโจมตีอาจต้องชัตดาวน์ทันที ซึ่งการกลับมาเดินเครื่องใหม่ต้องใช้เวลานาน โดยประเมินว่าแม้สถานการณ์คลี่คลายอาจใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนกว่าการผลิตจะกลับสู่ภาวะปกติ
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น การโจมตีสายเคเบิลใต้ทะเลหรือการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจกระทบระบบควบคุมโรงงาน โดยระยะสั้นผู้ประกอบการเร่งบริหารจัดการเพื่อประคองระบบการผลิต ได้แก่
1.ชะลอการส่งออกเม็ดพลาสติกเพื่อสำรองสินค้าให้ลูกค้าในประเทศ
2.ใช้ระบบเฉลี่ยสินค้า (Back order) เพื่อให้ลูกค้าทุกรายมีวัตถุดิบใช้ต่อเนื่อง
3.เร่งหาแหล่งวัตถุดิบใหม่จากภูมิภาคอื่น
ส่วนในระยะกลางถึงยาว ธุรกิจปิโตรเคมีเดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ผ่าน 4 แนวทางหลัก คือ
1. ใช้ AI และระบบอัตโนมัติ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ
2. มุ่งสู่สินค้ามูลค่าสูง (HVA) และพลาสติกสีเขียว
3.สร้างธุรกิจใหม่ เช่น โซลูชันพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน
4.ตัดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร (Divestment)
พร้อมกันนี้ ยังต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง (Advanced Recycling) เพื่อเปลี่ยนขยะพลาสติกกลับเป็นวัตถุดิบ ลดการพึ่งพาการนำเข้าในอนาคต
จับตา “สึนามิต้นทุน” เขย่าปลายน้ำ
แหล่งข่าว กล่าวว่า หลังเดือนเม.ย.2569 อาจเกิดสึนามิต้นทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการปลายน้ำที่พึ่งนำเข้าวัตถุดิบ 100% จะได้ผลกระทบรุนแรงสุด และมีแนวโน้มต้องปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุน
“นี่คือวิกฤติที่ทั้งระบบต้องปรับตัว ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุน แต่คือ ความมั่นคงของซัพพลายเชนในระยะยาว"
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมยอมรับว่าโลกธุรกิจจากนี้ไม่เหมือนเดิม โดยต้องปรับ Mindset และเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อรับมือความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอด ดังนั้นท่ามกลางวิกฤติวัตถุดิบขาดแคลน ภาคธุรกิจปิโตรเคมีผลักดันรีไซเคิลพลาสติกจริงจังขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยี Advanced Recycling ที่แปรรูปขยะพลาสติกเป็นวัตถุดิบตั้งต้น เช่น แนฟทา เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่
"แนวทางนี้เป็นทางรอดเชิงโครงสร้างที่ลดพึ่งการนำเข้าฟีดสต๊อกจากต่างประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์"
พร้อมเสนอภาครัฐ และเอกชนเร่งสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นรูปธรรมผ่านการส่งเสริมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับรีไซเคิล และสนับสนุนลงทุนโรงงานรีไซเคิลขั้นสูงเพื่อเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากรในประเทศ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





