วันนี้ (28 มีนาคม 2569)
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังงาน Meet the Press "1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม" ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2569 ว่า จากวิกฤติด้านพลังงานที่เกิดขึ้น กระทรวงพลังงาน ได้ออกมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาหลายรูปแบบ
รวมทั้งหนึ่งในปัญหาที่มีการกล่าวถึงกันมาก คือ ค่าการกลั่น ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2569 ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบค่าการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน
พร้อมด้วยคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) หรือผู้แทน ผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนปิโตรเลียม สนพ.เป็นคณะทำงานและเลขานุการ
ทั้งนี้ เนื่องจากหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พบว่าค่าการกลั่นปรับตัวสูงกว่าระดับปกติจนกระทบต่อเสถียรภาพราคาและภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยคณะทำงานชุดนี้ จะเร่งรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลต้นทุนเชิงลึกจากหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบกิจการโรงกลั่น ดังนี้
- ต้นทุนน้ำมันดิบ
- ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า
- ต้นทุนส่วนเพิ่ม
- ต้นทุนการผลิต
- ผลกำไรและขาดทุนของโรงกลั่น
ทั้งนี้ เพื่อนำมาประเมินค่าการกลั่นให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด แต่ก็จะพิจารณาให้เกิดความยุติธรรมกับทุกภาคส่วน ก่อนนำผลที่ได้เสนอเป็นแนวทางกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการกิจการโรงกลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสมในช่วงวิกฤตนี้ต่อไป
"สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง และหลังเกิดสถานการณ์พบว่า ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องตั้งคณะทำงานชุดนี้ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อมูลต้นทุนและกระบวนการทั้งหมด เพื่อให้ค่าการกลั่นที่โรงกลั่นได้รับเป็นไปอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับความเป็นจริงที่สุด"
ทั้งนี้ จะพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งแง่กลไกตลาด ผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ และให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จะเป็นแนวทางสำคัญที่ให้รัฐออกมาตรการบริหารจัดการกิจการโรงกลั่นน้ำมันในช่วงวิกฤตนี้ได้มีประสิทธิภาพ และกำหนดราคาค่าการกลั่นที่ยุติธรรมกับทุกฝ่ายโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการโรงกลั่น 5 ราย รวม 6 โรงกลั่น ที่กระทรวงพลังงานจะเข้าไปตรวจสอบข้อมูล ประกอบด้วย
1.บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กำลังการผลิต 275,000 บาร์เรล/วัน
2.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กำลังการผลิต 280,000 บาร์เรลต่อวัน
3.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กำลังการผลิต 215,000 บาร์เรล/วัน
4.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กำลังการผลิตรวม 294,000 บาร์เรล/วัน แบ่งเป็นโรงกลั่นบางจาก 120,000 บาร์เรล/วัน และโรงกลั่นศรีราคา 174 บาร์เรล/วัน
5.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) กำลังการผลิต 175,000 บาร์เรล/วัน





