วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ลดภาษีน้ำมันไม่ง่าย ลดดีเซล 7 บาท รัฐสูญรายได้เดือนละ 1.4 หมื่นล้าน เสี่ยงโดนหั่นเครดิต

ลดภาษีน้ำมันไม่ง่าย ลดดีเซล 7 บาท รัฐสูญรายได้เดือนละ 1.4 หมื่นล้าน เสี่ยงโดนหั่นเครดิต

“คลัง” กางผลจำลองลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ชี้หั่น 5 บาทต่อลิตร รัฐสูญรายได้ทะลุ 1.4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน จับตาความเสี่ยงวินัยการคลัง หวั่นซ้ำรอยปี 2565 สูญรายได้กว่า 1.6 แสนล้านบาท เตือนถูกสถาบันจัดอันดับเครดิตเพ่งเล็ง

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อใช้เป็นกลไกช่วยลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศและแบ่งเบาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ล่าสุด กรมสรรพสามิตได้ทำการศึกษาและจัดทำแบบจำลองแนวทางการปรับลดภาษีน้ำมันเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อเตรียมนำเสนอให้ฝ่ายนโยบายพิจารณาตัดสินใจ

โดยปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 7.44 บาทต่อลิตร และกลุ่มน้ำมันเบนซินจัดเก็บในอัตรา 5.85 - 7.50 บาทต่อลิตร ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามสัดส่วนของส่วนผสมไบโอดีเซล

จากการประเมินผลกระทบเบื้องต้นพบว่า ทุกการปรับลดภาษีลง 1 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐ โดยภาษีน้ำมันดีเซลจะทำให้รายได้หายไปถึงเดือนละ 2,000 ล้านบาท ส่วนภาษีน้ำมันเบนซินจะกระทบรายได้เดือนละ 800 ล้านบาท

ซึ่งหากรัฐบาลตัดสินใจลดภาษีทั้ง 2 ประเภทพร้อมกัน จะส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้รวมสูงถึง 2,800 ล้านบาทต่อเดือนในทันที

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังได้จัดทำแบบจำลองผลกระทบในรูปแบบขั้นบันได เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

กรณีที่ 1 หากปรับลดภาษีน้ำมันทั้ง 2 ประเภท ที่  3 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้รายได้รัฐหายไปถึง 8,400 ล้านบาทต่อเดือน โดยหากลดเฉพาะน้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียว รายได้จะหายไป 6,000 ล้านบาทต่อเดือน

กรณีที่ 2 ปรับลดภาษีถึง 5 บาทต่อลิตรสำหรับน้ำมันทั้ง 2 ชนิด ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่เคยใช้ในช่วงวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะสร้างผลกระทบต่อฐานรายได้ภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยหากลดเฉพาะดีเซลจะกระทบ 10,000 ล้านบาท 

กรณีที่ 3 การปรับลดเฉพาะน้ำมันดีเซลลึกถึง 7 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบต่อฐานรายได้ภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน

แหล่งข่าวระดับสูงให้ความเห็นว่า การใช้กลไกปรับลดภาษีน้ำมันเป็นแนวทางที่น่ากังวลและอาจสร้างปัญหาต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว เนื่องจากรายได้ภาษีที่สูญเสียไปแล้ว รัฐจะไม่สามารถเรียกเก็บย้อนหลังเพื่อนำมาชดเชยได้ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ ที่สามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อชดเชยสภาพคล่องได้เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลง

โดยบทเรียนจากวิกฤติพลังงานในปี 2565 ที่รัฐบาลเคยใช้วิธีลดภาษีน้ำมันเพื่ออุ้มค่าครองชีพ ได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการจัดเก็บรายได้ของคลัง โดยสูญเสียเม็ดเงินไปมากกว่า 1.5 - 1.6 แสนล้านบาทต่อปี

"สถานการณ์ในปีนี้ถือว่ามีความน่าเป็นห่วงมากกว่าเดิม เนื่องจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกหลายแห่งกำลังจับตาดูปัญหาฐานะการคลังและวินัยการคลังของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด หากรัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายที่กระทบต่อรายได้หลักซ้ำซาก อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตของประเทศในท้ายที่สุด"

ทั้งนี้ เมื่อนำตัวเลขไปเปรียบเทียบกับผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 - ม.ค. 2569) แม้กรมจะสามารถจัดเก็บรายได้รวมได้ถึง 191,289 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8,328 ล้านบาท หรือเติบโตเกินเป้าหมาย 4.55% แต่ความสำเร็จดังกล่าวก็เทียบไม่ได้เลยกับการสูญเสียรายได้จากการลดภาษีน้ำมัน 5 บาทต่อลิตร เพียงแค่เดือนเดียวก็สามารถทำให้รายได้ส่วนเกินที่จัดเก็บมาได้กลายเป็นยอดติดลบในทันที

อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้มาตรการลดภาษีน้ำมันรอบใหม่นี้ ยังคงมีความท้าทายในเรื่องของจังหวะเวลา เนื่องจากสถานะของรัฐบาลปัจจุบันเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายในการใช้อำนาจตัดสินใจเรื่องงบประมาณที่อาจก่อให้เกิดภาระผูกพัน จึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ หรืออาจต้องรอความชัดเจนจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะตัดสินใจเดินหน้าใช้นโยบายลดภาษีหรือไม่ และจะปรับลดในอัตราเท่าใด

รวมถึงอาจต้องพิจารณาทางเลือกในการลดเฉพาะน้ำมันดีเซล หรือบังคับใช้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อไม่ให้เกิดผลผูกพันไปถึงการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาลในสมัยหน้า

ส่วนข้อเสนอเกี่ยวกับการพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตพลังงานในภาคส่วนอื่นๆ เช่น น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อหวังลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน ตลอดจนการลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินเจ็ท เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว รวมถึงลดภาระค่าตั๋วโดยสารนั้น แหล่งข่าวระบุว่าในช่วงเวลานี้ยังไม่มีการสั่งการให้ดำเนินการศึกษาความคุ้มค่าและผลกระทบในประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด