การปรับขึ้นราคาดังกล่าวเป็นผลจากมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ให้ปรับราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดขึ้นในอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในครั้งเดียว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้นไปแตะระดับเกือบ 39 บาทต่อลิตร สูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานโลกพุ่งต่อเนื่อง
แรงกระเพื่อมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคพลังงาน แต่กำลังลุกลามเป็นโดมิโนเศรษฐกิจ ผ่านต้นทุนโลจิสติกส์ การผลิต และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง SME ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุด
“ช็อกทั้งระบบ” ตั้งคำถามสต็อกน้ำมัน
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ผู้ประกอบการทั่วประเทศอยู่ในภาวะช็อกจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันแบบกะทันหัน ซึ่งถูกมองว่าเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้า และขัดแย้งกับข้อมูลของภาครัฐที่เคยระบุว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอ 60-90 วัน
“คำถามคือ หากมีสต็อกจริง ทำไมต้องรีบปรับราคาขึ้นแรงในจังหวะนี้ และกลไกราคาที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์สะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่ เพราะประเทศไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์โดยตรง”
ประเด็นดังกล่าวจุดกระแสให้ภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยโครงสร้างราคาพลังงานอย่างละเอียด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดข้อกังขาในสังคม
ต้นทุนพลังงาน “บีบคอ” SME 70%
ข้อมูลจากสมาพันธ์ SME ไทยสะท้อนว่า โครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการไทยมีความเชื่อมโยงกับพลังงานในสัดส่วนสูง โดยต้นทุนหลัก 3 ส่วน ได้แก่ วัตถุดิบ (ประมาณ 37%) ค่าใช้จ่ายด้านการผลิตและบริการ (23%) และต้นทุนขนส่ง (11-12%) รวมแล้วคิดเป็นกว่า 70% ของต้นทุนทั้งหมด
การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในครั้งนี้ ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นราว 20% จึงส่งผลกระทบในลักษณะลูกโซ่ทันที โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งที่ทำสัญญาล่วงหน้าไว้ในอัตราเดิม ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนส่วนต่างเอง หรือที่เรียกว่าชักเนื้อ
ขณะเดียวกัน ภาคเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ซึ่งพึ่งพาน้ำมันเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินงาน ก็เริ่มได้รับผลกระทบชัดเจนมากขึ้น เสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่อง และอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น หากกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว
จี้รัฐรื้อโครงสร้าง “ค่าการกลั่น”
อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือค่าการกลั่น ซึ่งถูกมองว่าเป็นต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา จากระดับเฉลี่ย 2-3 บาทต่อลิตร ขยับขึ้นมาแตะระดับราว 6 บาทต่อลิตร
ภาคเอกชนตั้งคำถามว่า แม้จะมีปัจจัยด้านค่าระวางเรือและความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium) เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์เพียงด้านเดียว อาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และกลายเป็นภาระที่ถูกผลักไปยังผู้บริโภค
“หน้าที่ของรัฐคือกำกับดูแล ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกราคาลอยตัวจนกระทบประชาชน หากปล่อยให้ราคาน้ำมันไหลขึ้นต่อเนื่อง มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรง”
ชง 5 มาตรการ “ลด-ปรับ-เสริม-สร้าง-ทำ”
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังทวีความรุนแรง สมาพันธ์ SME ไทยเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 5 ด้าน เพื่อให้รัฐบาลเร่งนำไปพิจารณา ได้แก่
- ลด (Reduce) ผลักดันการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมในทุกภาคส่วน
- ปรับ (Adjust) ปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
- เสริม (Supplement) กระจายแหล่งนำเข้าพลังงานจากประเทศพันธมิตร เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน
- สร้าง (Create) เร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์ชุมชน พลังงานจากขยะ และไฮโดรเจนสีเขียว โดยเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึง
- ทำ (Do) ขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ไม่สะดุดกลางทาง
ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนความพยายามของภาคเอกชนในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ถึงเวลาที่รัฐบาล ต้อง “พูดความจริง”
นายแสงชัย กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ภาครัฐสื่อสารข้อมูลด้านพลังงานอย่างตรงไปตรงมา พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Blockchain มาใช้ตรวจสอบห่วงโซ่คุณค่าของน้ำมันทั้งระบบ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดข้อครหาที่เกิดขึ้น
“วันนี้สิ่งที่ SME ต้องการไม่ใช่แค่คำอธิบาย แต่คือทางออกที่เป็นรูปธรรม หากธุรกิจไปต่อไม่ได้ การปิดกิจการจะกระทบการจ้างงานและเศรษฐกิจทั้งระบบ”
ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ยังมีแนวโน้มผันผวนตามสถานการณ์โลก บททดสอบสำคัญจึงตกอยู่ที่รัฐบาล ว่าจะสามารถบริหารสมดุลระหว่าง การประคองระยะสั้น และ การปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ก่อนที่วิกฤตต้นทุนจะลุกลามเกินควบคุม


