วิกฤติตะวันออกกลางลุกลามกระทบ “เส้นเลือดใหญ่” อุตสาหกรรมโลก ดันต้นทุนพลังงาน-วัตถุดิบพุ่ง ขนส่งสะดุด “พาณิชย์” เร่งอัดมาตรการดูแลเสถียรภาพในประเทศ เตรียมประกาศ “เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุมต้น เม.ย.นี้ สกัดกักตุน-คุมราคา ขณะที่ภาคเอกชนตั้งรับเต็มรูปแบบ ยักษ์ปิโตรเคมีปรับแผน “Domestic First” ป้อนตลาดในประเทศก่อน ลดความเสี่ยงขาดแคลน หวังประคองอุตสาหกรรมต่อเนื่องไม่ให้สะดุด
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กำลังส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ซึ่งถือเป็นต้นน้ำ ของระบบการผลิตในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหาร ยา เวชภัณฑ์ ไปจนถึงชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ในเวทีเสวนา “การเชื่อมโยง Supply Chain ปิโตรเคมีไทย จากต้นน้ำถึงผู้ใช้” หน่วยงานรัฐและผู้นำภาคอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่เพียง “ต้นทุนสูงขึ้น” แต่คือ “โอกาสเกิดภาวะขาดแคลน” จากข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และวัตถุดิบ
ดัน ‘เม็ดพลาสติก’ สินค้าควบคุม คุมราคา-สต็อก
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งยกระดับการกำกับดูแล โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กปร.) มีมติเห็นชอบเพิ่มรายการสินค้าควบคุม จาก 59 เป็น 66 รายการ และเตรียมบรรจุเม็ดพลาสติกเข้าเป็นหนึ่งในรายการใหม่ คาดมีผลต้นเดือนเม.ย.นี้
มาตรการดังกล่าวจะกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรายงานข้อมูลสต็อก ปริมาณการผลิต และการจำหน่าย เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและให้รัฐสามารถบริหารจัดการปริมาณสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เป้าหมายคือรักษาสมดุลทั้งปริมาณและราคา ไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา จนกระทบผู้ผลิตปลายน้ำและผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ยังใช้เครือข่ายสำนักงานในต่างประเทศ 58 แห่ง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบเรียลไทม์
‘ฮอร์มุซ’ จุดเสี่ยงโลก เขย่าพลังงาน 20%
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า วิกฤติครั้งนี้มีนัยรุนแรงกว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนในบางมิติ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันถึง 20% ของโลก และกว่า 80% ของปริมาณดังกล่าวมุ่งสู่เอเชีย
ความไม่แน่นอนในเส้นทางดังกล่าวจึงไม่เพียงดันราคาพลังงาน แต่ยังกระทบต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีและความต่อเนื่องของการผลิตโดยตรง
“สิ่งที่ต้องระวังคือภาวะของขาดมากกว่าราคาแพง ภาคอุตสาหกรรมต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนและตัดสินใจเร็ว” นายเกรียงไกรกล่าว
ทั้งนี้ ส.อ.ท.เสนอแนวทาง Domestic First ลดการส่งออกในช่วงวิกฤต เพื่อกันวัตถุดิบไว้หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะกลุ่มจำเป็น เช่น อาหาร ยา และสินค้าอุปโภคบริโภค
พร้อมกันนี้ ยังมีสัญญาณบวกจากการเจรจาระหว่างประเทศที่ทำให้อิหร่านผ่อนปรนให้เรือสินค้าบางส่วนสามารถผ่านเส้นทางได้ ซึ่งช่วยบรรเทาความตึงตัวของวัตถุดิบในระยะสั้น
GC-SCGC เดินเครื่องเต็มกำลัง อัดซัพพลายในประเทศ
นายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า หลังปลายเดือนก.พ. ปริมาณเม็ดพลาสติกนำเข้าหายไปจากตลาดราว 30,000-40,000 ตันต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชย และยืนยันว่าการส่งมอบสินค้าในเดือนมีนาคมยังเป็นไปตามแผน
“ช่วงเม.ย.-พ.ค. เราจะเน้นตลาดในประเทศก่อน เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานไม่สะดุด และประชาชนยังเข้าถึงสินค้าได้” นายสาโรจน์กล่าว
นายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า เอเชียต้องนำเข้าแนฟทาถึง 7 ล้านตันต่อเดือน โดยพึ่งพาตะวันออกกลางเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาการขนส่ง
บริษัทเคยจำเป็นต้องหยุดโรงงานบางส่วน แต่ล่าสุดสามารถจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งใหม่ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และยืนยันเดินเครื่องโรงงานที่เหลือได้ถึงสิ้นเดือนพ.ค. นี้ ส่วนเรือของบริษัทฯ จำนวน 2 ลำ อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
“เราปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความจำเป็นของตลาด และทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ” นายชาตรีกล่าว
ค่าระวางพุ่ง-สินค้าเสี่ยงติดค้าง
ในมุมผู้ส่งออก นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่สินค้าค้างเรือและต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งขึ้น
ปัจจุบันค่าระวางเรือปรับเพิ่มต่อเนื่องจากการคิดค่าความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk) และค่าธรรมเนียมเส้นทาง ทำให้ต้นทุนผู้ส่งออกเพิ่มขึ้นทันที
หอการค้าไทยจึงเร่งประสานกรมศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกกรณีสินค้าตีกลับ แม้จะมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย พร้อมเดินหน้าเจรจาขยายตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่ยังมีดีมานด์สูงในภาวะวิกฤติ





