วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

สงครามอิหร่าน วิกฤติฟีดสต็อก ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง โจทย์หิน รมว.พลังงาน คนใหม่

สงครามอิหร่าน วิกฤติฟีดสต็อก ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง โจทย์หิน รมว.พลังงาน คนใหม่

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนโดยตรงต่อ “ระบบพลังงานโลก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นรวดเร็วจากความกังวลด้านอุปทาน โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แรงกระเพื่อมดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อประเทศผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ แต่ยังสะท้อนมาถึงประเทศไทยอย่างชัดเจน ผ่านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไปจนถึงค่าไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนหลักของภาคอุตสาหกรรมและค่าครองชีพของประชาชน

ในจังหวะที่ความเสี่ยงด้านพลังงานกำลังทวีความรุนแรง ประเทศไทยกลับอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางนโยบาย หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ "อนุทิน ชาญวีรกูล" ที่ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ด้านพลังงานทันที

“พลังงานแพง” ความเสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ

ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นไม่ใช่เพียงตัวเลขในตลาดโลก แต่กำลังกลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานเข้มข้น เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก ปูนซีเมนต์ และ โลจิสติกส์ กำลังเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่ ท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบาง

ขณะเดียวกัน ภาคครัวเรือนก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันขายปลีกที่มีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง และค่าไฟฟ้าที่อาจขยับขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะ LNG ที่ผูกกับราคาตลาดโลก

นโยบายพลังงาน “ติดกับดัก” ระยะสั้น-ระยะยาว

โจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่จึงไม่ใช่แค่การตรึงราคา เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างมาตรการระยะสั้นกับการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานในระยะยาว

ในระยะสั้น รัฐบาลอาจต้องพึ่งพากลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การลดภาษีสรรพสามิต หรือการอุดหนุนราคาพลังงานบางประเภท เพื่อประคองสถานการณ์ แต่เครื่องมือเหล่านี้ล้วนมีข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง และไม่สามารถใช้ได้อย่างยั่งยืน

ในระยะยาว ประเทศไทยยังเผชิญคำถามสำคัญ เช่น

  • จะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้อย่างไร
  • จะเร่งพลังงานหมุนเวียนให้ทันความต้องการได้หรือไม่
  • และจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนจริงโดยไม่กระทบประชาชนมากเกินไปได้อย่างไร

จับตา “รมว.พลังงานคนใหม่” กับบททดสอบแรก

ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนใหม่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวแปรสำคัญ ในการกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศในช่วงวิกฤติ โดยบทบาทสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่

  • การบริหารเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ
  • การจัดหาพลังงานให้เพียงพอท่ามกลางความเสี่ยงด้านอุปทาน
  • การเจรจาและบริหารสัญญาพลังงานระยะยาว
  • การเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกและโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากนี้ ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและนักลงทุน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่ต้องพึ่งพาความมั่นคงด้านพลังงานเป็นหลัก

“วิกฤต” หรือ “โอกาส” ปรับโครงสร้างพลังงานไทย

แม้วิกฤติราคาพลังงานจากสงครามอิหร่านจะเป็นแรงกดดันระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็น โอกาสให้ประเทศไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่

การผลักดันพลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการกระจายแหล่งพลังงาน อาจไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน และรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ จะสามารถเปลี่ยน “แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์” ให้เป็น “จุดเปลี่ยนเชิงนโยบาย” ได้หรือไม่

เพราะในโลกที่พลังงานผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความมั่นคงทางพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน สางบทบาทกองทุนน้ำมัน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานในยุคใหม่ ต้องกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงความไม่โปร่งใสในระบบ พร้อมย้ำว่าการทำงานจะยึดข้อมูลจากประชาชนเป็นตัวตั้ง มากกว่ารายงานจากหน่วยงานรัฐเพียงด้านเดียว

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นสำคัญคือการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จากเครื่องมือชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบ กลายเป็นกลไกถาวรที่บิดเบือนราคา

ดังนั้น ในบทบาทของกองทุนฯ เงินที่นำไปอุดหนุนราคาน้ำมันนั้น แท้จริงแล้วช่วยประชาชน หรือกลับกลายเป็นการชดเชยต้นทุนและกำไรให้ผู้ประกอบการในระบบ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเปิดข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดเพื่อให้สังคมตรวจสอบได้

ควบคู่กันนั้น จะต้องเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือ เพื่อทบทวนโครงสร้างรายได้ โดยเฉพาะค่าการกลั่น (GRM) และกำไรจากสต็อกน้ำมัน หรือ Stock Gain ที่เพิ่มสูงในช่วงวิกฤติ ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและสะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่สร้างภาระให้ประชาชนในช่วงราคาพลังงานผันผวน

"ปัจจุบันมีความผิดปกติของปริมาณน้ำมันในระบบ โดยข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่ามีการเบิกจ่ายออกจากคลังมากขึ้น แต่กลับไม่ถึงมือผู้บริโภค สะท้อนความเป็นไปได้ของการกักตุนหรือการลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน"

อีกหนึ่งข้อเสนอเชิงโครงสร้าง คือการจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันของรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติพลังงาน โดยไม่ต้องพึ่งพาการสำรองของเอกชนเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ หากรัฐมีน้ำมันสำรองในมือ จะสามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบได้ทันทีในช่วงวิกฤติ ช่วยควบคุมราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระการใช้งบจากกองทุนน้ำมันที่ต้องอุดหนุนเอกชนเหมือนในปัจจุบัน

ดันไฟฟ้าเสรี ปลดล็อกแข่งขัน-หนุนโซลาร์ประชาชน

นอกจากนี้ ในระยะยาว นายเอกนัฏ เสนอการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า ด้วย ผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อลดบทบาทการผูกขาดของผู้ซื้อรายเดียว และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันในระบบมากขึ้น

แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟและกระจายอำนาจการผลิตพลังงานออกจากศูนย์กลาง