วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม 2569

Login
Login

ครม.ทุ่มหมดหน้าตักรับวิกฤติ ‘กฤษฎีกา’ หาช่องลดภาษีน้ำมัน

ครม.ทุ่มหมดหน้าตักรับวิกฤติ ‘กฤษฎีกา’ หาช่องลดภาษีน้ำมัน

หลังจากรัฐบาลส่งสัญญาณเลิกตรึงราคาดีเซลมาตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค.2569 ได้ขึ้นราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดดลิตรละ 6 บาท ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.2569 สวนทางกับแนวทางเดิมที่จะทยอยปรับขึ้นราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะรัฐบาลเผชิญปัญหาหลายด้านที่ยังแก้ไขไม่ได้ ทั้งสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบมากขึ้น รวมถึงปัญหาขาดแคลนน้ำมันขายปลีกและการลักลอบส่งออกน้ำมัน

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุมนัดพิเศษในวันที่ 26 มี.ค.2569 เพื่อประเมินและพิจารณาแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานโลก ซึ่งมีต้นตอจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม.นัดพิเศษ เห็นชอบแนวทางการปรับตัวของไทยให้สอดคล้องสถานการณ์โลก และเน้นบริหารจัดการพลังงานให้เหมาะสมกับภาวะวิกฤติที่กระทบหลายภาคส่วน

นายเอกนิติ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งทำมาตรการเร่งด่วนลดผลกระทบราคาพลังงานสูงขึ้น แม้อยู่ช่วงรอยต่อตั้งรัฐบาลใหม่ แต่รัฐบาลรักษาการใช้กลไกกฎหมายเท่าที่ทำได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

“มาตรการใดที่อาจติดขัดข้อจำกัดกฎหมาย ได้สั่งการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาหาช่องทางที่เหมาะสม เพื่อเปิดทางให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอและดำเนินมาตรการช่วยเหลือได้ทันท่วงทีภายใต้กรอบกฎหมาย”

นายเอกนิติ เน้นย้ำความจำเป็นการรับมือวิกฤติพลังงานระดับโลก โดยขอความร่วมมือทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และรัฐวิสาหกิจ ยึดหลักประหยัดพลังงานเคร่งครัด โดยให้ยกเลิกเดินทางดูงานต่างประเทศเว้นแต่เป็นภารกิจจำเป็น

ทั้งนี้ รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและทยอยออกมาตรการเพิ่มเพื่อเยียวยาผลกระทบให้ได้มากที่สุด

ยืนยันวาระเร่งด่วนลดภาษีน้ำมัน

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังรับเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไปพิจารณา ทั้งประเด็นอัตราการปรับลดและระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นมาตรการเร่งด่วนบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพ

ทั้งนี้การลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะส่งผลโดยตรงต่อราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันอย่างตรงไปตรงมา โดยปัจจุบันเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 5-6 บาทต่อลิตร หากลดภาษีลงอัตราใดจะลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงตามจำนวนทันที

สำหรับมาตรการภาษีจะเป็นกลไกเสริมสำคัญช่วยพยุงราคาน้ำมันในประเทศ นอกเหนือจากการพึ่งพากลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาดีเซลถึง 19 บาทต่อลิตร

ขณะที่การผลักดันมาตรการดังกล่าวยังเผชิญความท้าทายข้อกฎหมาย เพราะสถานะรัฐบาลรักษาการที่รอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้แจงแนวปฏิบัติเมื่อ ครม.เห็นชอบต้องเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุมัติก่อน แต่หากไม่ผ่านการอนุมัติก็ต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่มาดำเนินการ

นอกจากนี้ ข้อจำกัดรัฐธรรมนูญที่ทำให้การลดภาษีช่วงรัฐบาลรักษาการต้องระมัดระวังไม่สร้างภาระผูกพันถึงรัฐบาลชุดถัดไป ส่งผลให้การประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันรอบนี้อาจทำได้เพียงมาตรการระยะสั้นเฉพาะหน้า ขณะนี้กรมสรรพสามิตกำลังเร่งประเมินรายละเอียดเชิงลึกกระทบต่อเสถียรภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ซึ่งมูลค่าการสูญเสียรายได้ขึ้นกับอัตราภาษีที่ปรับลด

ทั้งนี้ รัฐบาลวางหลักการบริหารจัดการราคาพลังงานไว้หากอนาคตความขัดแย้งคลี่คลายและราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลงต้องเร่งลดราคาขายปลีกในประเทศ เพื่อสะท้อนต้นทุนและคืนประโยชน์ให้ประชาชน

7 มาตรการช่วยเหลือประชาชน

สำหรับมาตรการที่ ครม.เห็นชอบในครั้งนี้ ประกอบด้วย 7 มาตรการ คือ

1.กระทรวงการคลัง พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยพิจารณาอัตราและระยะเวลาการลด ซึ่งกระทรวงการคลังจะหารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วนข้อกฎหมายอยู่ระหว่างให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แต่เบื้องต้นเมื่อ ครม.มีมติจะส่งผลให้ลดราคาน้ำมันทันทีตามอัตราที่ลดภาษีจากภาษีสรรพสามิตเก็บอยู่ 5-6 บาทต่อลิตร 

ทั้งนี้การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและการขอกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันจะไม่ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเกินเพดาน 70% ซึ่งวินัยการเงินการคลังเป็นเรื่องที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความสำคัญมาก

เพิ่มเงินบัตรบัตรสวัสดิการ 1 เดือน

2.มาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางจะใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ปัจจุบันครอบคลุม 13.5 ล้านคน โดยจะใช้วงเงินจากงบกลาง 1,300 ล้านบาท โดยได้รับความเห็นชอบเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปกติการใช้จ่ายเพื่อสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีวงเงิน 300 บาทต่อเดือนต่อคน แต่จะเพิ่มให้อีก 100 บาท เป็น 400 บาท 

ขณะที่ช่วงรัฐบาลรักษาการจะใช้แค่ 1 เดือนก่อน จากนั้นรัฐบาลใหม่จะประเมินสถานการณ์และพิจารณาต่อมาตรการหรือไม่

3.มาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นก็คือกลุ่มขนส่ง ซึ่งจะมีทั้งกลุ่มที่เป็นรถบรรทุก กลุ่มที่เป็นรถโดยสาร รวมถึงกลุ่มที่เป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างด้วย

4.การช่วยเหลือภาคเกษตรกร ซึ่งกระทบเกษตรกรโดยเร็วสุดคือปุ๋ย จะจัดโครงการธงเขียวสนับสนุนปุ๋ยราคาถูก ซึ่งจะมีรายละเอียดลดต้นทุนให้สภาเกษตรกร ควบคู่การสนับสนุนใช้ปุ๋ยทางเลือกหรือปุ๋ยปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้า

5.มาตรการช่วยเหลือชาวประมง โดยจะช่วยเหลือให้ใช้น้ำมัน B 20 ที่มีต้นทุนต่ำกว่าน้ำมันปกติ 5-6 บาทต่อลิตร จะดูแลกลุ่มประมงได้

6.ช่วยเหลือกลุ่มคู่สัญญากับภาครัฐ ในช่วงกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสะดุดจากไม่มีน้ำมันเดินเครื่องจักร ซึ่งการส่งมอบงานอาจล่าช้า ซึ่งรัฐบาลจะขยายระยะเวลาตรวจรับงาน ซึ่งหากล่าช้านานจะมีค่าปรับ แต่ส่วนี้จะดูว่าผ่อนผันอย่างไร และอีกส่วนจะช่วยบรรเทาภาระด้วยการเร่งรัดจ่ายค่าชดเชยที่เป็นค่า K ให้ผู้รับเหมา

7.มาตรการ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME โดยธนาคารออมสินได้เตรียมวงเงินซอฟท์โลนเอาไว้ที่ 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อยทั้งซัพพลายเชน ซึ่งรายละเอียดทางธนาคารออมสินและก็จะกำหนดออกมาให้รับทราบ

“ปลัดพลังงาน” หนักใจขยับน้ำมัน 6 บาท

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ใช้เวลาตัดสินใจนาน โดยหนักใจแต่สถานการณ์รุนแรงคาดไม่ถึง ซึ่งช่วงแรกไม่คิดจะรุนแรงขนาดนี้จึงพยายามตรึงราคาถึง 33 บาท แต่สุดท้ายสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีข้อจำกัด 

ประกอบกับมีการลักลอบ เก็งกำไรจากการกักตุน ซึ่งทำให้ใช้น้ำมันมากกว่าปกติ 20% ซึ่งมีทั้งการกักตุนไว้ใช้และการลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาแพงกว่าไทย โดยแฉพาะมาเลเซียล่าสุดขึ้นไปอีก 7 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไรต้องขึ้นกับสถานการณ์ และถ้าลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะทำให้ราคาลดได้บางส่วน

“วันนี้ถามว่าน้ำมันจะไปถึง 50 บาทต่อลิตรหรือไม่ บอกตรงๆว่าตอบไม่ได้ เพราะน้ำมันอาจจะลงมาไม่ได้เพราะหากเขาหยุดรบกันน้ำมันอาจจะลงมาเลยก็ได้ทั้งหมดขึ้นกับสถานการณ์” นายประเสริฐกล่าว

“คมนาคม” กางแผนช่วยภาคขนส่ง

นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ระบุว่า รัฐบาลจะใช้มาตรการช่วยเหลือแบบ “พุ่งเป้า” โดยเน้นกลุ่มได้รับผลกระทบตรง ได้แก่ รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ รถโดยสารขนาดเล็ก และรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งการช่วยเหลือจะอิงข้อมูลการใช้งานจริง โดยใช้ระบบ GPS และโอนเงินสนับสนุนผ่าน PromptPay ให้ผู้ประกอบการเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง

ส่วนกลุ่มที่ยังไม่มีระบบติดตาม เช่น รถโดยสารขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์รับจ้างต้องลงทะเบียนเข้าระบบก่อน 

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งสาธารณะและกำหนดจุดเติมน้ำมันเฉพาะสำหรับรถโดยสารทุกจังหวัด เพื่อไม่ให้กระทบการใช้น้ำมันของประชาชน

“พาณิชย์” เพิ่มสินค้าควบคุม 7 รายการ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ครม.นัดพิเศษเห็นชอบเพิ่มสินค้าควบคุม 7 รายการ รวมเป็น 66 รายการ จากเดิม 59 รายการ ซึ่งสินค้าใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส เช่น น้ำปลาและซีอิ๊ว

นอกจากนี้ ได้ยกระดับความเข้มข้นการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นหลายรายการ อาทิ น้ำตาลทราย กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอกและสบู่ โดยปรับเปลี่ยนมาตรการให้เข้มงวดขึ้นเป็นต้องขออนุญาตกรมการค้าภายในก่อนขึ้นราคา จากเดิมกำหนดให้แจ้งการเปลี่ยนแปลงราคาล่วงหน้าเท่านั้น

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนมาตรการเสริมผ่านโครงการไทยช่วยไทย โดยร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่กระจายสินค้าราคาพิเศษไปร้านค้าปลีกและค้าส่ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการจัดโครงการลดค่าครองชีพเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

สำหรับภาคการเกษตรมีมาตรการรับมือต้นทุนปุ๋ยที่ได้รับผลกระทบจากราคาปิโตรเคมี โดยมีสต็อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือน เม.ย.พร้อมเร่งจัดหาวัตถุดิบเพิ่ม และบูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อปรับสูตรปุ๋ยและส่งเสริมใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการนำเข้า

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้คณะกรรมการส่วนจังหวัด (กจร.) ลงพื้นที่ตรวจสอบสต็อกสินค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการขาดแคลนและการกักตุน หากพบการฉวยโอกาสขายสินค้าในราคาที่ไม่สมเหตุสมผลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด