จากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และดันค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งทะยาน กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ ได้เร่งออกมาตรการดูแลและบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านการกำกับราคาสินค้า การลดภาระค่าใช้จ่าย และการช่วยเหลือภาคการผลิต
นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แม้ปัจจัยราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่ในส่วนของราคาสินค้า กระทรวงฯ ยืนยันจะบริหารจัดการอย่างใกล้ชิดผ่าน มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย
การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เน้นเรื่อง"ลดภาระค่าครองชีพ"ภายใต้โครงการ"ไทยช่วยไทย"่โดยร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ นำสินค้าจำเป็นมาจำหน่ายในราคาพิเศษ เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำปลา และเครื่องปรุงรส คาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนเมษายนนี้ เป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน
นอกจากนี้ ยังมีการขยายจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้โครงการ “ธงฟ้า” ควบคู่กันในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม โดยเน้นเฉพาะพื้นที่จำเป็น เพื่อไม่ให้กระทบผู้ค้ารายย่อยในท้องถิ่น
ด้านการควบคุมราคาสินค้า การยกระดับการกำกับดูแลสินค้า โดยปรับเพิ่มสินค้าควบคุมจาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ โดยรอบแรกมีการเสนอสินค้าควบคุมใหม่ 3 รายการได้แก่ เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส (น้ำปลา ซีอิ้ว) ให้ที่ประชุมครม.พิจารณา เพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแล และสำหรับสินค้าที่เตรียมเสนอ อีก 3 รายการ ได้แก่ มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพง และกากถั่วเหลือง
ด้านการลดต้นทุนภาคเกษตร ผ่านการขยายโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมี กระสอบละ 200 บาท สูงสุด 5 กระสอบ พร้อมสิทธิ์เพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่มี “บัตรดินดี” และคูปองซื้อปุ๋ยอินทรีย์ รวมช่วยเหลือสูงสุด 1,400 บาทต่อราย นอกจากนี้ ยังมีการปรับสูตรปุ๋ยเพื่อลดการนำเข้า ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน รวมถึงเปิดช่องให้สถาบันเกษตรกรซื้อปุ๋ยหน้าโรงงานในราคาถูก
สำหรับผู้ประกอบการ SME มีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการเชื่อมโยงผู้ผลิตรายใหญ่กับผู้ค้ารายย่อย เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดต้นทุนธุรกิจ
โดยภาพรวม กระทรวงพาณิชย์ดำเนินมาตรการควบคู่ทั้งด้านการกำกับราคาและการลดค่าครองชีพ เน้นป้องกันการฉวยโอกาสทางการค้า รักษาเสถียรภาพราคาสินค้า และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือประชาชน หากพบการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินจริง หรือการกักตุนสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 ทันที โดยเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดภายใต้กลไกตลาดที่เป็นธรรม
แต่ล่าสุดรัฐบาลได้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดพร้อมกันลิตรละ 6 บาท ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งการขึ้นแบบก้าวกระโดดแบบนี้ย่อมส่งผลเป็นห่วงโซ่ต่อสินค้าและบริการ "ศุภจี สุธรรมพันธ์ุ " ยอมรับว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้ มีปัจจัยภายนอกหลายด้านที่ควบคุมไม่ได้ โดยรัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม การดูแลราคาสินค้าในความรับผิดชอบ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ประชาชน และเกษตรกร โดยใช้ทั้งการเจรจากับภาคเอกชน การติดตามสต๊อกสินค้า และพิจารณาต้นทุนการผลิตอย่างเป็นธรรม หากมีวัตถุดิบใหม่ที่มีต้นทุนสูงขึ้น หรือสินค้าใหม่ที่สะท้อนต้นทุนดังกล่าว ก็จะพิจารณาปรับราคาขายให้เหมาะสม
“ ยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมสินค้าได้ทั้งหมด แต่ได้เลือกดูแลเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นหลัก ส่วนสินค้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หากพบความไม่เหมาะสมด้านราคา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเข้าไปตรวจสอบ”นางศุภจี กล่าว
ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อ ลิตร ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งรายย่อยเริ่มหยุดให้บริการบางเส้นทาง เนื่องจากต้นทุนสูงเกินรับไหว เช่น เส้นทางสิงห์บุรี–ขอนแก่น ราคาน้ำมันจาก 30 บาท/ลิตร ขึ้นเป็น 39 บาท/ลิตร ส่งผลให้ผู้ขนส่งต้องเจรจาปรับค่าระบายใหม่ หากตกลงไม่ได้ภายใน 3 วัน อาจทำให้สินค้าไม่ถึงมือผู้บริโภค
สินค้าที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องปรุงรสจำพวกน้ำปลา ซีอิ๊ว และซอส เนื่องจากมีน้ำหนักมากแต่ขนส่งได้จำนวนจำกัด
แม้ยังไม่มีผู้ผลิตปรับราคาในทันที นายสมชายเตือนว่า การตรึงราคาสินค้าเป็นเพียงระยะสั้น และคาดว่าปลายเดือนเม.ย. ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดจะปรับขึ้นแรง เพราะสต็อกเก่าหมด ต้นทุนใหม่สูง ทั้งน้ำมัน วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์
การปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบฝีมือครั้งใหญ่ของ "รมว.ศุภจี" ว่าจะสามารถใช้ไม้แข็งทางกฎหมายและขอทางความร่วมมือกับภาคเอกชน ประคองไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไหลไปตามต้นทุนน้ำมันได้นานแค่ไหน ท่ามกลางกระแสเงินเฟ้อที่กำลังกดดันปากท้องคนไทยอย่างหนักในขณะนี้





