การทำประมงทะเล น้ำมันคือต้นทุนหลัก เพื่อช่วยเหลือชาวประมง รัฐบาลกำหนดใไ้มีโครงการน้ำมันเขียว หรือน้ำมันปลอดภาษีส่งผลให้กลุ่มชาวประมงสามารถซื้อน้ำมันได้ในราคาลิตรละ 19 บาท แต่สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น กลุ่มชาวประมงจึงได้รับผลกระทบกับปัญหานี้โดยตรง
นายมงคล สุขเจริญคณา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าหลังจากเกิดสงคราม กลุ่มชาวประมงรู้ทันทีว่าจะเกิดปัญหาราคาน้ำมันแพงตามมา ดังนั้นจึงหารือรัฐบาลตั้งแต่ช่วงแรกที่เกิดสงคราม เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือ ซึ่งสรุปว่า จะนำน้ำมัน บี 20 มาให้ใช้ ซึ่งทำให้ต้นทุนน้ำมันสำหรับทำการประมงอยู่ที่ ลิตรละ 30 บาท
ระดับราคาน้ำมันดังกล่าว ทำให้การทำประมงยังพออยู่ได้ โดยเจ้าของเรือแต่ละลำต้องบริหารจัดการการออกเรือแต่ละครั้งว่าจะคุ้มหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การประกาศขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ทำให้ราคาน้ำมันประมงเพิ่มเป็น 37บาท ถือว่าเป็นระดับที่สูงกว่าเพดานการทำประมงที่ไม่ควรเกินลิตรละ 35 บาท ดังนั้น หากรัฐบาลไม่สามารถคุมราคาน้ำมันได้คาดว่าในสิ้นเดือนนี้เรือประมงจอดเทียบ 60-70 % อย่างแน่นอน
“ ปัจจุบันเรือประมงที่ยื่นขอรับใบอนุญาตทำประมง มีประมาณ8,100 ลำ ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มีเรือได้รับใบอนุญาต 9,200 ลำและในจำนวนนี้เข้ามาขอรหัสน้ำมันเขียวจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ประมาณ 6,000 ลำ ซึ่งใช้น้ำมันประมาณเดือนละ 50 ล้านลิตร ลดลงจากเดิม 80-90 ล้านลิตร หรือเรือประมงมีการใช้น้ำมัน ประมาณ 1.2-1.3 ล้านลิตรต่อวัน ”
ผลกระทบจากน้ำมันขึ้นราคานั้นเคยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปี 2552 ขณะนั้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่ 150 ดอลลาร์ต่อบาเรล แต่สถานการณ์โดยรวมของราคาน้ำมันในประเทศไทยยังไม่รุนแรงขนาดนี้ ที่ปั้มน้ำมันไม่ยอมให้บริการ นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อยู่ที่80-90 ดอลลาร์ต่อบาเรล แต่ประเทศไทยอิงราคาน้ำมันดิบในตลาดสิงคโปร์ที่สูงถึง200 ดอลลาร์ตอบาเรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยยิ่งสูงขึ้นไปอีก
“หากสงครามยุติลงในระยะเวลาอันรวดเร็วตามที่สหรัฐอเมริกาประกาศ แต่เนื่องจากกองทุนน้ำมันประเทศไทยที่ยังติดลบอยู่กว่า 30 ล้านบาท ดังนั้นราคาน้ำมันประเทศ ยังจะมีปัญหาและมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นไปอีก 6 เดือนข้างหน้า”
นายมงคล กล่าวว่า เรือประมงที่จอดเทียบท่า นั้นยังมีปัญหาเรื่องแรงงานบนเรือที่เจ้าของเรือต้องจ้างต่อแม้ไม่ได้ทำงาน เพื่อรักษาแรงงานเอาไว้ ในขณะที่ราคาสินค้าประมงคาดว่าจะปรับขึ้น อย่างน้อย 30-50 % โดยจะปรับมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะแรงซื้อจากผู้บริโภคมีไม่มากพอ
“การปรับตัวของรือประมง ในสถานการณ์นี้ ต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของเรือแต่ละลำ โดยส่วนตัว ยังพอออกเรือได้อีกประมาณ 1 เดือน ซึ่งมีต้นทุนน้ำมันที่ครั้งละ 6 แสนบาท(เรือลากคู่) ไม่รวมค่าแรง ”





