"ผู้ส่งออกข้าว" รับ สงครามตะวันออกกลาง ทำแบกรับต้นทุนเพิ่ม 10-15 % ขณะที่ราคาตลาดโลกนิ่งสนิท เหตุซัพพลายล้น ด้านการส่งออกตะวันออกกลางชะงัก หวั่นกระทบเป้าทั้งปี
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อต้นทุนการผลิตและการส่งออกข้าว ทั้งนี้ ต้นทุนรวมของชาวนาและผู้ประกอบการปรับตัวสูงขึ้นแล้วอย่างน้อย 10-15% ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ต้นทุนสูงขึ้นมาจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูง ซึ่งกระทบต่อทุกกระบวนการตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการขนส่ง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมอื่น ๆ ได้แก่ ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวแพงขึ้นอย่างแน่นอน บรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะกระสอบพอลิโพรพิลีนที่ทำจากเม็ดพลาสติก ปรับราคาจากใบละ 8 บาท ขึ้นเป็น 11 บาท รวมถึงค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียม มีการจัดเก็บเซอร์ชาร์จ (Surcharge) เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
สำหรับการส่งออกข้าวไทยนั้น สถานการณ์สงครามส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้าทางเรือ โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างอิรักที่เป็นผู้นำเข้าข้าวอันดับ 1 ของไทย ปีละประมาณ 1 ล้านตัน ปัจจุบันต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากเรือไม่สามารถเข้าไปส่งสินค้าได้ และลูกค้าสั่งระงับการส่งมอบเพราะไม่ต้องการแบกรับค่าใช้จ่ายกรณีเรือต้องลอยลำรอเป็นเวลานาน หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยที่ตั้งไว้ 7 ล้านตันในปี 2569
“เป็นเรื่องน่าแปลกที่ปกติในภาวะสงคราม ราคาอาหารหลักอย่างข้าวควรจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในปัจจุบันราคาข้าวในตลาดโลกกลับนิ่งสนิท ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะมาจากปริมาณผลผลิต (Supply) ในโลกยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะจากประเทศอินเดียที่มีสต็อกพร้อมส่งออกจำนวนมหาศาล” นายชูเกียรติ กล่าว
นายชูเกียรติ กล่าวว่า แม้ว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะช่วยให้ข้าวไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น แต่คู่แข่งสำคัญอย่างอินเดียกลับกดราคาขายต่ำลง โดยราคาข้าวขาวของไทยอยู่ที่ 365 ดอลลาร์ ต่อตัน ขณะที่อินเดียขายเพียง 340-345 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งยังคงมีส่วนต่างราคา 20 ดอลลาร์
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีข้าวอินเดียตกค้างอยู่บนเรือที่มุ่งหน้าไปตะวันออกกลางอีกกว่า 4-5 แสนตัน ซึ่งเป็นแรงกดดันทำให้ราคาข้าวอินเดียลดต่ำลงอีก
ทั้งนี้ ในส่วนของการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ ผู้ประกอบการมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับการสนับสนุนเรื่องราคาน้ำมัน แต่ต้องการให้รัฐเข้ามาควบคุมดูแลราคาปัจจัยการผลิต เช่น กระสอบหรือเม็ดพลาสติก ไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาทั้งที่มีสต็อกเก่าอยู่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น





