"เอกนิติ" เผย ครม.นัดพิเศษเคาะมาตรการรับมือวิกฤติพลังงานตะวันออกกลาง สั่งกฤษฎีกาหาช่องกฎหมายช่วงรัฐบาลรักษาการ กางแผนลดภาษีสรรพสามิต ชี้ลดเท่าไหร่หน้าปั๊มลงเท่านั้น หวังช่วยกองทุนฯ ที่แบกอุดหนุนอ่วม 19 บาทต่อลิตร
วันที่ 26 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการประเมินสถานการณ์วิกฤติพลังงานโลก ซึ่งมีต้นตอจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจนราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร โดย ครม. ได้เห็นชอบแนวทางการปรับตัวของประเทศไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และเน้นการบริหารจัดการพลังงานให้เหมาะสมกับภาวะวิกฤติที่เข้ามากระทบในหลายภาคส่วน
นายเอกนิติ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำมาตรการเร่งด่วนช่วยลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แม้เข้าใจดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่รัฐบาลรักษาการยังสามารถใช้กลไกเครื่องมือทางกฎหมายเท่าที่ทำได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
“โดยในส่วนของมาตรการใดที่อาจติดขัดข้อจำกัดทางกฎหมาย ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยพิจารณาหาช่องทางที่เหมาะสม เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานต่างๆ สามารถนำเสนอและดำเนินมาตรการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีภายใต้กรอบที่กฎหมายอนุญาต”
นายเอกนิติ ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรับมือกับวิกฤติพลังงานระดับโลก โดยขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วน ทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ยึดหลักประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด โดยมีคำสั่งเด็ดขาดให้ยกเลิกการเดินทางไปดูงานต่างประเทศทั้งหมด เว้นแต่เป็นภารกิจที่มีความจำเป็นที่ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ
ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทยอยออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาผลกระทบให้ได้มากที่สุด
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า กระทรวงการคลังได้รับเรื่องกลับไปพิจารณารายละเอียดการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทั้งในประเด็นของอัตราการปรับลดและระยะเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤติปัจจุบัน เพื่อนำมาใช้เป็นมาตรการด่วนในการบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพ
ทั้งนี้การลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จะส่งผลโดยตรงต่อราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันอย่างตรงไปตรงมา กล่าวคือ ปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันอยู่ที่ระดับ 5-6 บาทต่อลิตร หากรัฐบาลเคาะตัวเลขปรับลดภาษีลงในอัตราเท่าใด ราคาน้ำมันหน้าปั๊มก็จะปรับลดลงตามจำนวนนั้นในทันที
โดยมาตรการทางภาษีนี้จะเข้ามาเป็นกลไกเสริมที่สำคัญในการช่วยพยุงราคาน้ำมันในประเทศ นอกเหนือจากการพึ่งพากลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว ซึ่งในปัจจุบันกองทุนฯ ต้องเข้าไปแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลสูงถึง 19 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม การผลักดันมาตรการดังกล่าวยังคงเผชิญกับความท้าทายทางข้อกฎหมาย เนื่องจากสถานะของรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการที่อยู่ระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้แจงแนวทางปฏิบัติว่า แม้ ครม. จะมีมติเห็นชอบแล้ว แต่ตามขั้นตอนจะต้องนำเสนอเรื่องเพื่อขออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียก่อน หาก กกต. ไฟเขียวจึงจะสามารถบังคับใช้ได้ทันที แต่หากไม่ผ่านการอนุมัติ ก็จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาดำเนินการแทน
นอกจากนี้ ภายใต้ข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ การพิจารณาลดภาษีในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการจะต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นการสร้างภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลชุดถัดไป ส่งผลให้การประกาศหั่นภาษีสรรพสามิตน้ำมันในรอบนี้ อาจทำได้เพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อกู้สถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น ขณะนี้กรมสรรพสามิตกำลังเร่งประเมินรายละเอียดเชิงลึกถึงผลกระทบต่อเสถียรภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ซึ่งมูลค่าการสูญเสียจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่ปรับลดลง
ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางหลักการบริหารจัดการราคาพลังงานไว้ว่า หากในอนาคตสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายและราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง รัฐบาลก็จะต้องเร่งปรับลดราคาขายปลีกในประเทศ เพื่อสะท้อนต้นทุนและคืนประโยชน์ให้กับประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน





