กรมการข้าวโชว์ความสำเร็จ Rotary Mulcher ในนาน้ำลึกปราจีนบุรี ช่วยเกษตรกรหยุดเผาฟาง เปลี่ยนตอซังเป็นปุ๋ยเพิ่มรายได้ ลดก๊าซเรือนกระจกและปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ พร้อมขยายผลสร้างสังคมเกษตรสีเขียวทั่วไทย
นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยในการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ในนาข้าว พร้อมชมการสาธิตนวัตกรรม “เครื่องย่อยกำจัดตอซังข้าว (Rotary Mulcher)” ในพื้นที่นิเวศนาน้ำลึก ณ ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ว่า ปัจจุบันพื้นที่นาน้ำลึกในเขตจังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง มักประสบปัญหาการจัดการตอซังและฟางข้าวที่มีปริมาณมากและมีความยาวมากกว่านาทั่วไป เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมใช้วิธีการเผาเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมดินรอบใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายโครงสร้างดิน และเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5)
เพื่อแก้ปัญหากรมการข้าวจึงส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เครื่องย่อยกำจัดตอซังข้าว(Rotary Mulcher) โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.ยุติการเผาในที่โล่งเพื่อลดมลพิษทางอากาศและรักษาสิ่งแวดล้อม และช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ขจัดปัญหาฝุ่น PM 2.5 2.ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน การย่อยตอซังให้ละเอียดและคลุกเคล้าลงดินจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและ3.ยกระดับเกษตรกรรมอัจฉริยะนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาช่วยประหยัดเวลาและแรงงานในการเตรียมดิน
จากการสาธิตและการทดลองใช้ในพื้นที่ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี พบว่าเครื่อง Rotary Mulcher สามารถสับย่อยตอซังที่หนาแน่นได้ละเอียดในขั้นตอนเดียว ช่วยให้ฟางย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้เร็วกว่าการไถกลบแบบเดิมถึงเท่าตัว ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าดินมีคุณภาพดีขึ้น ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี ส่งผลให้รากข้าวแข็งแรง ลดต้นทุนเกษตรกรสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กว่า 10-20% เนื่องจากดินมีสารอาหารจากธรรมชาติเพิ่มขึ้น ผลผลิตเพิ่มข้าวเจริญเติบโตสม่ำเสมอและให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การส่งเสริมเครื่องย่อยกำจัดตอซัง ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “ลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม” ตามเป้าหมายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โดยมีมิติความสำเร็จที่สอดคล้องกันดังนี้
หยุดการปล่อยก๊าซพิษจากการเผา: การเปลี่ยนจากการเผาฟาง (ซึ่งปล่อยทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์) มาเป็นการย่อยกลบ ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้โดยตรงและทันที
การกักเก็บคาร์บอนในดิน (Carbon Sequestration): การใช้เครื่อง Rotary Mulcher ย่อยตอซังให้กลายเป็นอินทรียวัตถุคลุกเคล้าลงในดิน ช่วยเปลี่ยนฟางข้าวให้เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้ดิน แทนที่จะปล่อยออกไปในรูปของควันไฟ ช่วยปรับปรุงระบบนิเวศในนาข้าวให้สมดุล
ลดการใช้สารเคมี เมื่อดินดีขึ้นจากการย่อยสลายของฟาง เกษตรกรจึงลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งกระบวนการผลิตและใช้งานปุ๋ยเคมีนั้นมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง การลดใช้ปุ๋ยจึงเป็นการลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ในกระบวนการผลิตข้าวอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันเกษตรกรได้ยอมรับและปรับเปลี่ยนทัศนคติมากขึ้น โดยพื้นที่รอบศูนย์วิจัยฯเกษตรกร กว่า 80% เริ่มตระหนักถึงผลเสียของการเผาตอซัง หันมาสนใจการย่อยกลบเพื่อทำปุ๋ยสดแทน ในขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ ให้ความสนใจเข้ามาขอศึกษาดูงานและสาธิตการใช้เครื่องเครื่องย่อยตอซังอย่างต่อเนื่อง มีการรวมกลุ่มเพื่อวางแผนบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เพื่อให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้ครอบคลุมทุกครัวเรือน
เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการระบุว่า เครื่อง Rotary Mulcher ช่วยลดขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยากในนาน้ำลึกได้จริง และฟางที่ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยช่วยให้ข้าวแตกกอดีขึ้นกว่าการเผาแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัด ความร่วมมือจากเกษตรกรในครั้งนี้ เป็นดัชนีชี้วัดว่าชาวนาไทยพร้อมที่จะปรับตัวสู่เกษตรอัจฉริยะ หากมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์และใช้งานได้จริง กรมการข้าวจะเดินหน้าขยายผลความสำเร็จนี้ไปยังพื้นที่นาน้ำลึกทั่วประเทศ เพื่อสร้างสังคมเกษตรปลอดการเผาให้เกิดขึ้นจริง
สำหรับสถานการณ์ปลูกข้าวในปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 68 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ได้ผลผลิตข้าว 24 ล้านตัน มีฟางเข้าวเฉลี่ยประมาณปีละ 25.45 ล้านตัน และมีปริมาณตอซังข้าวที่ตกค้างอยู่ในนาข้าว 16.9 ล้านตันต่อปี ดังนั้นจึงนับได้ว่ามีปริมาณฟางข้าวและตอซังข้าวมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับพืชอื่นๆ โดยมีปริมาณฟางข้าวและตอซังข้าวมากที่สุดในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือคือ 13.7 ล้านตันต่อปี รองลงมาคือภาคกลางและภาคตะวันออกมีจำนวนฟางข้าวและตอซังข้าว 6.2 และ 4.1ล้านตันต่อปี และในพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ มีปริมาณฟางข้าวและตอซังเฉลี่ยปีละ 800 กิโลกรัม
ด้าน นางกุลชนา ดาร์เวล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี กล่าวว่า ปัจจุบัน ทางเลือกในการเพิ่มมูลค่าฟางข้าว เป็นวิถีใหม่ที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ฟางอัดก้อนเป็นที่นิยมของเกษตรกรที่มีศักยภาพในการซื้อเครื่องอัดฟางก้อน และมีการปลูกข้าวมากในพื้นที่ พร้อมให้ค่าตอบแทนเจ้าของแปลงนาในราคาต่อก้อนหรือเหมาต่อไร่ เพื่อนำไปขายให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การทำกระดาษจากเยื่อฟางข้าว หรือทำบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นงานฝีมือที่เริ่มจากกลุ่มแม่บ้าน วิสาหกิจชุมชน ที่เห็นการใช้ประโยชน์และต้องการลดการเผา สร้างสรรค์ผลงานที่หลากหลายตามความต้องการของลูกค้า
โดยการนำเอาเศษฟางข้าวมาทำเป็น ดอกไม้ โคมไฟ จาน ชาม ถาด ที่สามารถบรรจุได้ทั้งร้อนและเย็น ปลอดภัยต่อสุขภาพ และสามารถย่อยสลายเองตามธรรมชาติในระยะเวลาอันสั้น สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง และการนำไปทำเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด โดยผ่านกระบวนการบด ผสม รีด และทำให้แห้ง นำเข้า เครื่องอัดเม็ดในรูปแบบแท่นพิมพ์ขึ้นรูปแท่งอัดเม็ดแล้วนำไปเป็นพลังงานเชื้อเพลิงในระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้อีกด้วย





