วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

นวัตกรรม Rotary Mulcher เปลี่ยนตอซังเป็นทอง ลดเผา กักเก็บคาร์บอน

นวัตกรรม Rotary Mulcher เปลี่ยนตอซังเป็นทอง ลดเผา กักเก็บคาร์บอน

กรมการข้าวโชว์ความสำเร็จ Rotary Mulcher ในนาน้ำลึกปราจีนบุรี ช่วยเกษตรกรหยุดเผาฟาง เปลี่ยนตอซังเป็นปุ๋ยเพิ่มรายได้ ลดก๊าซเรือนกระจกและปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ พร้อมขยายผลสร้างสังคมเกษตรสีเขียวทั่วไทย

นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยในการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ในนาข้าว พร้อมชมการสาธิตนวัตกรรม “เครื่องย่อยกำจัดตอซังข้าว (Rotary Mulcher)” ในพื้นที่นิเวศนาน้ำลึก ณ ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ว่า ปัจจุบันพื้นที่นาน้ำลึกในเขตจังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง มักประสบปัญหาการจัดการตอซังและฟางข้าวที่มีปริมาณมากและมีความยาวมากกว่านาทั่วไป เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมใช้วิธีการเผาเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมดินรอบใหม่  ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายโครงสร้างดิน และเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5)

นวัตกรรม Rotary Mulcher เปลี่ยนตอซังเป็นทอง ลดเผา กักเก็บคาร์บอน

 เพื่อแก้ปัญหากรมการข้าวจึงส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เครื่องย่อยกำจัดตอซังข้าว(Rotary Mulcher) โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.ยุติการเผาในที่โล่งเพื่อลดมลพิษทางอากาศและรักษาสิ่งแวดล้อม และช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ขจัดปัญหาฝุ่น PM 2.5 2.ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน การย่อยตอซังให้ละเอียดและคลุกเคล้าลงดินจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและ3.ยกระดับเกษตรกรรมอัจฉริยะนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาช่วยประหยัดเวลาและแรงงานในการเตรียมดิน

จากการสาธิตและการทดลองใช้ในพื้นที่ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี พบว่าเครื่อง Rotary Mulcher สามารถสับย่อยตอซังที่หนาแน่นได้ละเอียดในขั้นตอนเดียว ช่วยให้ฟางย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้เร็วกว่าการไถกลบแบบเดิมถึงเท่าตัว ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าดินมีคุณภาพดีขึ้น ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี ส่งผลให้รากข้าวแข็งแรง ลดต้นทุนเกษตรกรสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กว่า 10-20% เนื่องจากดินมีสารอาหารจากธรรมชาติเพิ่มขึ้น ผลผลิตเพิ่มข้าวเจริญเติบโตสม่ำเสมอและให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การส่งเสริมเครื่องย่อยกำจัดตอซัง ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “ลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม” ตามเป้าหมายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โดยมีมิติความสำเร็จที่สอดคล้องกันดังนี้ 

หยุดการปล่อยก๊าซพิษจากการเผา: การเปลี่ยนจากการเผาฟาง (ซึ่งปล่อยทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์) มาเป็นการย่อยกลบ ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้โดยตรงและทันที

การกักเก็บคาร์บอนในดิน (Carbon Sequestration): การใช้เครื่อง Rotary Mulcher ย่อยตอซังให้กลายเป็นอินทรียวัตถุคลุกเคล้าลงในดิน ช่วยเปลี่ยนฟางข้าวให้เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้ดิน แทนที่จะปล่อยออกไปในรูปของควันไฟ ช่วยปรับปรุงระบบนิเวศในนาข้าวให้สมดุล

ลดการใช้สารเคมี เมื่อดินดีขึ้นจากการย่อยสลายของฟาง เกษตรกรจึงลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งกระบวนการผลิตและใช้งานปุ๋ยเคมีนั้นมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง การลดใช้ปุ๋ยจึงเป็นการลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ในกระบวนการผลิตข้าวอย่างมีนัยสำคัญ

นวัตกรรม Rotary Mulcher เปลี่ยนตอซังเป็นทอง ลดเผา กักเก็บคาร์บอน

 ปัจจุบันเกษตรกรได้ยอมรับและปรับเปลี่ยนทัศนคติมากขึ้น โดยพื้นที่รอบศูนย์วิจัยฯเกษตรกร กว่า 80% เริ่มตระหนักถึงผลเสียของการเผาตอซัง หันมาสนใจการย่อยกลบเพื่อทำปุ๋ยสดแทน ในขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ ให้ความสนใจเข้ามาขอศึกษาดูงานและสาธิตการใช้เครื่องเครื่องย่อยตอซังอย่างต่อเนื่อง มีการรวมกลุ่มเพื่อวางแผนบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เพื่อให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้ครอบคลุมทุกครัวเรือน 

 เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการระบุว่า เครื่อง Rotary Mulcher ช่วยลดขั้นตอนการเตรียมดินที่ยุ่งยากในนาน้ำลึกได้จริง และฟางที่ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยช่วยให้ข้าวแตกกอดีขึ้นกว่าการเผาแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัด ความร่วมมือจากเกษตรกรในครั้งนี้ เป็นดัชนีชี้วัดว่าชาวนาไทยพร้อมที่จะปรับตัวสู่เกษตรอัจฉริยะ หากมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์และใช้งานได้จริง กรมการข้าวจะเดินหน้าขยายผลความสำเร็จนี้ไปยังพื้นที่นาน้ำลึกทั่วประเทศ เพื่อสร้างสังคมเกษตรปลอดการเผาให้เกิดขึ้นจริง

นวัตกรรม Rotary Mulcher เปลี่ยนตอซังเป็นทอง ลดเผา กักเก็บคาร์บอน

สำหรับสถานการณ์ปลูกข้าวในปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 68 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ได้ผลผลิตข้าว 24 ล้านตัน มีฟางเข้าวเฉลี่ยประมาณปีละ 25.45 ล้านตัน และมีปริมาณตอซังข้าวที่ตกค้างอยู่ในนาข้าว 16.9 ล้านตันต่อปี ดังนั้นจึงนับได้ว่ามีปริมาณฟางข้าวและตอซังข้าวมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับพืชอื่นๆ โดยมีปริมาณฟางข้าวและตอซังข้าวมากที่สุดในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือคือ 13.7 ล้านตันต่อปี รองลงมาคือภาคกลางและภาคตะวันออกมีจำนวนฟางข้าวและตอซังข้าว 6.2 และ 4.1ล้านตันต่อปี และในพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ มีปริมาณฟางข้าวและตอซังเฉลี่ยปีละ 800 กิโลกรัม

ด้าน นางกุลชนา ดาร์เวล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี กล่าวว่า ปัจจุบัน ทางเลือกในการเพิ่มมูลค่าฟางข้าว เป็นวิถีใหม่ที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ฟางอัดก้อนเป็นที่นิยมของเกษตรกรที่มีศักยภาพในการซื้อเครื่องอัดฟางก้อน และมีการปลูกข้าวมากในพื้นที่ พร้อมให้ค่าตอบแทนเจ้าของแปลงนาในราคาต่อก้อนหรือเหมาต่อไร่ เพื่อนำไปขายให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การทำกระดาษจากเยื่อฟางข้าว หรือทำบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นงานฝีมือที่เริ่มจากกลุ่มแม่บ้าน วิสาหกิจชุมชน ที่เห็นการใช้ประโยชน์และต้องการลดการเผา สร้างสรรค์ผลงานที่หลากหลายตามความต้องการของลูกค้า

โดยการนำเอาเศษฟางข้าวมาทำเป็น ดอกไม้ โคมไฟ จาน ชาม ถาด ที่สามารถบรรจุได้ทั้งร้อนและเย็น ปลอดภัยต่อสุขภาพ และสามารถย่อยสลายเองตามธรรมชาติในระยะเวลาอันสั้น สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง และการนำไปทำเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด โดยผ่านกระบวนการบด ผสม รีด และทำให้แห้ง นำเข้า เครื่องอัดเม็ดในรูปแบบแท่นพิมพ์ขึ้นรูปแท่งอัดเม็ดแล้วนำไปเป็นพลังงานเชื้อเพลิงในระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้อีกด้วย