กระทรวงเกษตรฯ ปรับเกณฑ์ภัยพิบัติ ช่วยเกษตรกรปี 69 เพิ่ม ค่าแรง-วัสดุ ขยายความคุ้มครอง "ไม้ผลชะงักงัน-แมลงเศรษฐกิจ ข้าว เป็น 2,240 บาทต่อไร่ พืชไร่และพืชผัก เป็น 3,180 บาทต่อไร่ ไม้ผล เป็น 6,800 บาทต่อไร่
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในการเป็นกระธานการประชุมคณะทำงานพิจารณาหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ครั้งที่ 1/2569 ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการ (ร่าง) หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. .... เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 โดยมีการปรับเพิ่มอัตราเงินช่วยเหลือให้สะท้อนต้นทุนการผลิตจริงในปัจจุบันที่มีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งครอบคลุมในส่วนค่าวัสดุและค่าแรงงาน
โดยเฉพาะในกลุ่มพืชหลัก ได้แก่ ข้าว ที่จะปรับเพิ่มจาก 1,340 บาทต่อไร่ เป็น 2,240 บาทต่อไร่ พืชไร่และพืชผักจาก 1,980 บาทต่อไร่ เป็น 3,180 บาทต่อไร่ รวมถึงไม้ผลและไม้ยืนต้น จาก 4,048 บาทต่อไร่ เป็น 6,800 บาทต่อไร่
อีกทั้งยังขยายขอบเขตให้ครอบคลุมกรณีไม้ผลที่ชะงักการเจริญเติบโตแต่ไม่ตาย รวมถึงกลุ่มแมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้ง จิ้งหรีด และหนอนไหม เพื่อให้การเยียวยาเข้าถึงความหลากหลายของอาชีพเกษตรกรรมอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ จะช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการจัดเตรียมแบบฟอร์มข้อมูลและคำอธิบายประกอบการคำนวณต้นทุนนำไปประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มรายละเอียดหลักเกณฑ์ให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ด้าน ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center: SWOC) กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ (26 มี.ค. 2569 )ว่า ทั้งประเทศมีปริมาณน้ำรวมประมาณ 52,883 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ของความจุอ่างฯ รวมกันมากกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 3,978 ล้าน ลบ.ม.
ขณะที่ 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกว่า 17,313 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของความจุอ่างฯ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงปัจจุบัน ได้มีการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งไปแล้วกว่า 24,362 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 73 ของแผน
ด้านสถานการณ์คุณภาพน้ำ กรมชลประทานได้ติดตามและเฝ้าระวังค่าความเค็มอย่างใกล้ชิดในแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง โดยปัจจุบันคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักทั้ง 4 สาย ยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
นอกจากนี้ กรมชลประทานได้ให้ความช่วยเหลือด้านเครื่องจักรและเครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และเครื่องจักรกลอื่น ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมสะสมจำนวน 440 หน่วย เพื่อสนับสนุนและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ ลดความเดือดร้อนของประชาชนและภาคการเกษตร ทั้งในและนอกเขตชลประทาน พร้อมกันนี้ ยังได้ดำเนินการกำจัดวัชพืชและผักตบชวาที่กีดขวางทางน้ำในลำคลองและแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการส่งน้ำ ให้สามารถกระจายได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง





